Loading...


หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เชื่อม "บูรพาสู่อรุณรุ่ง"










หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เชื่อม "บูรพาสู่อรุณรุ่ง"(One Belt One Road,Linking east to the rising sun)

โดย ดร.วันเฉลิม จันทรากุล

 

โลกตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ"ชาติตะวันตก" มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังจากได้ยึดดินแดนชาติอื่นเป็นอาณานิคมไม่ว่าในเอเชีย แอฟริกาและอเมริกา แต่ศตวรรษต่อไปนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป เมื่อ "ชาติตะวันออก" กำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ"จีน"

"ชาติเอเชีย"ได้บทเรียนมากมายจากความโหดร้ายที่เกิดขึ้นจาก "ลัทธิล่าอาณานิคมตะวันตก" ดังนั้นศตวรรษที่โลกอยู่ในมือของ "ชาวเอเชีย"ก็ควรจะร่วมมือกันพัฒนาและสานสมพันธ์ให้ "เอเชียและภูมิภาคอื่นๆ"ของโลกเกิดการพัฒนาและเกิดสันติสุขที่แท้จริง ให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ซ้ำรอยกับพฤติกรรมของ "ชาวตะวันตก"ที่เคยปฏิบัติต่อคนอื่น

หนึ่งใน "นโยบายของชาวเอเชีย"ที่น่าจับตามองในการสร้างการเชื่อมต่อเอเชียและให้เอเชียต่อกับโลก คือ นโยบาย“หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”(One Belt, One Road) ของจีน หรือ ชาวจีนเรียกว่า“yi dia yi lu” ที่นำโดย "สี จิ้นผิง" ประธานาธิบดีจีน มาตั้งแต่ปี พ.ศ2556 ซึ่ง "สี จิ้นผิง" ได้เปิดตัวนโยบายนี้เมื่อครั้งไปเยือนประเทศคาซักสถาน และอีกครั้งหนึ่งเมื่อไปเยือนอินโดนีเซีย ได้พูดถึง“เส้นทางสายไหมทางทะเล"

สาระหลักของนโยบายนี้คือ การสร้างโครงการเครือข่ายเส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเล ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรป

โดยแบ่งออกเป็น ทางบก 6 เส้นทาง และเส้นทางทะเล 1 เส้นทาง

กล่าวคือ ทางบก ประกอบด้วย เส้นทางจากตะวันตกของจีนถึงตะวันตกของรัสเซีย,เส้นทางจีน-มองโกเลีย-รัสเซียตะวันออก, เส้นทางตะวันตกของจีน-เอเชียกลาง-ตุรกี,เส้นทางจีน-อินโดจีน-สิงคโปร์,เส้นทาง จีน-ปากีสถาน, และเส้นทางจีน-พม่า-บังกลาเทศ-อินเดีย

ส่วนเส้นทางทะเล เริ่มจากชายฝั่งทะเลของจีน ผ่านสิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน


Loading...

โครงการนี้ "จีน" หวังว่าจะก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ซึ่งจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าของโลก ต่อไป

ในประเทศไทย โครงการเชื่อมโยงกับโครงการ“หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (One Belt, One Road) ได้เริ่มก่อรูปขึ้นมาแล้ว 2 โครงการ คือ โครงการรถไฟไทย-จีน โดยจะเชื่อมจากจังหวัดหนองคายมาที่กรุงเทพมหานคร และ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)

ส่วนในสปป.ลาว คือ โครงการรถไฟลาว-จีน ซึ่งคาดว่าจะเสร็จในปี พ.ศ.2565 ซึ่งหากโครงการในไทยและสปป.ลาวเสร็จสมบูรณ์ก็สามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงจากจีนมาที่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทยได้

ในอนาคตจะมีการเชื่อมต่อจากประเทศไทยไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งช่วยให้การไปมาหาสู่ของประเทศในย่านนี้มีความสะดวกขึ้นมาก

อย่างไรก็ตาม โครงการ“หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” นี้ กลับถูกชาติตะวันตกมองว่า จะเป็น"ภัยคุกคาม" เพราะมองว่า"จีน"จะเป็นคู่แข่งขันทางเศรษฐกิจ และจะกระทบต่อ "ระเบียบโลกใหม่(New World Order)"

แต่ถึงกระนั้นก็ตามก็มี "ชาติยุโรปหลายชาติ"ไม่สนใจคำทักท้วงโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา แต่สนใจที่จะเข้าร่วมกับนโยบายนี้ เพราะสนใจในเทคโลโนยี 5G และ "เงินทุน"ที่มีอยู่อย่างมหาศาล ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจของยุโรปที่ซบเซาฟื้นกลับขึ้นมาได้

จากเศรษฐกิจของ ชาติยุโรป"ที่อ่อนแอลงเรื่อยๆนี้ คาดว่าจะทำให้ "ชาติยุโรป"แตกคอกัน บางส่วนอาจจะตัดสินใจเข้าร่วมกับโครงการ“หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”ในที่สุด

ใน "อาเซียน"เอง ก็ตกอยู่ในอารมณ์วาทะกรรม"ภัยคุกคาม" ที่ชาวยุโรปสร้างขึ้นมาเช่นกัน



แต่เราต้องไม่ลืมว่า "ประเทศจีน" คือ เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ชิดกัน มีความสัมพันธ์ไปมาหาสู่กันมานาน แม้ไม่มีโครงการนี้อย่างไร"สินค้าจีน"ก็ต้องซื้อขาย และ"ชาวจีน"ก็เดินทางไปมาหาสู่กับ "ชาติเอเชีย"ด้วยกันอยู่แล้ว

นโยบายของ"จีน"เอง ก็ไม่ได้มีลักษณะการกอบโกยเหมือนกับชาวยุโรป ซึ่งหากพูดตามทฤษฎีเกมส์แล้ว ท่าทีของ "ชาติวันตก"มักจะออกมาในรูปเป็นผู้ชนะคนเดียว (win-lose) แต่ของ "จีน"จะเป็นลักษณะ ทุกฝ่ายมีแต่ได้ (win-win)

ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงอยู่ที่เราเองว่าจะตัดสินใจอย่างไรจากความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่ได้มีการบีบบังคับ และสามารถปฏิเสธได้ อย่างการให้กู้เงินทำโครงการต่างๆ เรื่องนี้อยู่ที่ว่า “ผู้นำของประเทศนั้นๆ”มีความจริงใจในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติตัวเองหรือไม่มากกว่า

และไม่ได้หมายความว่า"จีน"จะเป็นผู้ขายทุกอย่าง เพราะ"จีน"เอง ก็ไม่สามารถผลิตสินค้าได้หมด เช่น สินค้าเกษตร อย่าง ทุเรียน ข้าว ผลไม้ ก็ซื้อจากไทย มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา เมียนม่า

ในทางกลับกัน"อาเซียน"เองก็สามารถซื้อสินค้าที่ไม่มีจาก "จีนได้" เช่นเครื่องจักร เทคโลโนยีต่างๆ เพราะถึงแม้ไม่ซื้อจากจีนหรือในเอเชีย ก็ต้องซื้อจาก "ยุโรปและอเมริกา"อยู่แล้ว ซึ่งทำให้เงินรั่วไหลออกนอกภูมิภาค

แต่ที่สำคัญ "ชาติอาเซียน"มีโอกาสจะได้รับการถ่ายเทคโลโนยีจากจีน เพราะจีนยุคใหม่มีความล้ำหน้าทางเทคโลโนยี โดยเฉพาะ 5G และ big data ซึ่งแม้แต่ "ชาติตะวันตก”ก็ยังสนใจในสิ่งเหล่านี้

ความล้ำหน้าในเรื่องเทคโลโนยี 5G และ big data ของจีนนี่เองนำซึ่ง สงครามการค้าสหรัฐอเมริกา - จีน เพราะสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถอดทนกับการที่ "จีน"มีความล้ำหน้าในเรื่อง เทคโนโลยี 5G ได้

ดังนั้นแล้ว ความสัมพันธ์กับ "จีน"จึงเต็มไปด้วยโอกาส และโครงการ“หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” คือสะพานที่จะช่วยชาติเอเชีย โดยเฉพาะ "อาเซียน" 10 ประเทศ ได้เชื่อมความสัมพันธ์ ติดต่อค้าขายกันได้สะดวกขึ้น และจะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย บนพื้นฐานการเคารพซึ่งกันและกัน

เมื่อการติดต่อค้าขายกันสะดวก "ชาติเอเซีย" ก็สามารถค้าขายกันเอง ผลิตขายกันเอง และยังสามารถส่งขายให้ภูมิภาคอื่นๆ ด้วย ก็ยิ่งเพิ่มความมั่งคั่งและทำให้เกิดการยอมรับให้กับภูมิภาคนี้มากขึ้น และยังจะเป็น "ศักดิ์ศรีของชาวเอเชีย"ด้วยกัน

และนั่นจะเป็นตัวเร่ง"ให้ "ชาติตะวันออกหรือบูรพากลับมาผงาดอีกครั้งหนึ่ง"(East go back to prominently)





Loading...

เรื่องน่าสนใจ


Loading...

เรื่องที่คุณอาจสนใจ