1 พ.ย. หลังไทยเปิดประเทศ’ จีนจะมาเที่ยวไทยล้นหลามหรือไม่?

1 พ.ย. หลังไทยเปิดประเทศ’ จีนจะมาเที่ยวไทยล้นหลามหรือไม่?





ad1

ad1

New China Insights:’1 พ.ย. หลังเปิดประเทศ’ จีนจะมาเที่ยวไทยล้นหลามหรือไม่?

โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล มหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจระหว่างประเทศ(UIBE) วิทยาลัยนานาชาติ(SIE) กรุงปักกิ่ง

หนึ่งในข่าวฮือฮาของเมืองไทยช่วงหลายวันนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีไทย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาแถลงข่าวแผนการเปิดประเทศหลังวันที่ 1 พ.ย.ที่จะถึงนี้ บรรดาค่ายสื่อไทยและภาคประชาชนต่างออกมาแสดงความเห็น วิเคราะห์ และคาดการณ์กันมากมายในเรื่องการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำก่อน และในขณะที่อัตราฉีดวัคซีนของคนไทยทั้งประเทศยังไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้หลายฝ่ายวิตกว่าประเทศไทยจะมีการระบาดระลอกที่ห้าในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่

ในแง่ของทางเศรษฐกิจไทยเองพึ่งพาต่างชาติอยู่มาก ไม่ว่าภาคท่องเที่ยว การส่งออก ภาคบริการ และการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนั้นหากยังปิดประเทศต่อไปเศรษฐกิจก็จะถูกกระทบหนักขึ้นไปอีก ผู้คนตกงานจะกระฉูดยิ่งกว่านี้ แน่นอนว่าการเปิดประเทศโดยปราศจากการกักตัวผู้เดินทางเข้ามา ก็จะเกิดความเสี่ยงต่อระบบสาธารณสุขและความปลอดภัยของประชาชนในท้องถิ่น อย่างที่ทราบกันขณะนี้โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าเป็นสายพันธ์หลักที่ระบาดอย่างกว้างขวางในปัจจุบันและในอนาคตจะมีสายพันธ์ที่รุนแรงกว่าเดลต้าเกิดขึ้นหรือไม่?

กลับมาประเด็นที่ผู้เขียนตั้งใจเล่าสู่กันฟังเรื่องนักท่องเที่ยวจีนจะมาเที่ยวเมืองไทยแบบมืดฟ้ามัวดินไหมหลังจากที่ไทยเปิดประเทศ? เพราะจีนเป็นหนึ่งในประเทศความเสี่ยงต่ำในรายชื่อประเทศที่มีการระบาดโควิด-19 ของรัฐบาลไทย ผู้เขียนก็ขอยืนยันว่าในจีนถึงแม้มีการระบาดกลุ่มก้อนเล็กน้อยในประเทศอยู่บ้างแต่ก็สามารถควบคุมและตัดตอนการแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว อีกทางหนึ่งจีนป้องกันผู้เดินทางขาเข้าอย่างเคร่งครัดด้วยกฎข้อบังคับที่รัดกุม

ผู้เขียนขอวิเคราะห์ตามสภาพความเป็นจริงในขณะนี้ว่าหลังจากที่ไทยเปิดประเทศคราวนี้นักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากจะหลั่งไหลเข้ามาในทันทีหรือไม่ อย่างเมื่อก่อนการระบาดโควิด-19 กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยปีละ 10 ล้านคนจัดเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของประเทศ ดังนั้นภาคท่องเที่ยวและบริการของไทยจึงพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวจีนมากในระดับหนึ่ง ยิ่งนักท่องเที่ยวจีนขึ้นชื่อในเรื่องการจ่ายหนักด้วยแล้ว

อนอื่นผู้เขียนขอเกริ่นถึงสถานการณ์การเดินทางระหว่างประเทศไปยังจีนในปัจจุบัน เมื่อจีนเริ่มควบคุมการระบาดภายในประเทศได้ดีระดับหนึ่งแล้ว ในช่วงกลางปี 2020 เป็นต้นมาก็ออกนโยบายจำกัดผู้เดินทางขาเข้าประเทศทันที ไม่ว่าชาวจีนหรือต่างชาติจะเดินทางเข้าจีนต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับการกักตัวและการตรวจโควิดที่เข้มข้น ชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าจีนก็ไม่ได้อิสระเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากจำกัดประเภทวีซ่าที่อนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศได้ เช่น วีซ่าทำงานระยะยาว นักการทูต วีซ่าครอบครัว/เยี่ยมญาติ และชาวต่างชาติที่มีกรีนการ์ด เป็นต้น สำหรับวีซ่าประเภทท่องเที่ยว วีซ่าระยะสั้น และวีซ่านักเรียนยังไม่เปิดการอนุมัติ

ส่วนในเรื่องของการดำเนินงานด้านเอกสารรับรองสุขภาพล่วงหน้าก่อนขึ้นเครื่องเดินทางมายังประเทศจีน (คนจีนและต่างชาติใช้กฎและมาตรฐานเดียวกัน) คือต้องได้รับ Eletronic Green Code จากระบบออนไลน์ของทางการจีนก่อน ซึ่งจะมีอายุใช้งานเพียง 48 ชั่วโมง ในการขอ Eletronic Green Code จะต้องดาวน์โหลดหลักฐานการตรวจโควิด-19 แบบ PCR สองครั้งคือก่อนขึ้นเครื่อง 7 วัน และก่อนขึ้นเครื่อง 48 ชั่วโมง โดยการตรวจต้องไม่ใช่สถานพยาบาลเดียวกันและต้องเป็นสถานพยาบาลที่สถานทูตจีนรับรองและมีรายชื่ออยู่ในเว็บไซต์เท่านั้น! นอกจากนี้การตรวจโควิด-19 ในรอบที่สองต้องตรวจอัปโหลดผลเลือดภูมิคุ้มกันโควิด-19 ประเภท IgG และ IgM เพื่อขอ Eletronic Green Code อีกด้วย หากว่าผู้เดินทางดำเนินการตามข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ทันหรือไม่มี Eletronic Green Code จะไม่สามารถเช็คอินขึ้นเครื่องเข้าจีนได้

ไม่ใช่เพียงเท่านี้ หลังจากการควบคุมการเดินทางขาเข้าของจีนเป็นต้นมา สายการบินต่างชาติหลายรายรวมถึงการบินไทยด้วยถูกระงับเที่ยวบินมาจีน ผู้เขียนมองว่าอาจจะเป็นเพราะความไม่มั่นใจในมาตรการป้องกันและฆ่าเชื้อโควิด-19 ของสายการบินต่างประเทศ จีนลดไฟลท์การบินเข้าประเทศจำนวนมาก อย่างที่ผู้เขียนทราบ ณ ปัจจุบันไฟลท์บินจากไทยเข้าจีนมีอยู่ไม่เกิน 2 เที่ยวต่อเดือนและราคาก็แพงมหาโหด ราคาตั๋วบินมาจีนขาเดียวเฉลี่ยประมาณ 50,000 บาท และหากจะจองกันใกล้ๆ คือล่วงหน้าเดือนนึงแพงสุดที่เห็นคือ 150,000 บาท (กรุงเทพฯ-เซี่ยเหมิน)!


นอกจากนี้จีนยังตั้งกฎระงับการบินกับสายการบินระหว่างประเทศ กล่าวคือหากไฟลท์ที่บินมายังจีนแล้วเกิดมีผู้โดยสารมีผลบวกโควิด-19 จำนวน 5-6 คนขึ้นไปในหนึ่งไฟลท์จะถูกระงับการบินตามแต่การพิจารณาของทางการจีน โดยปกติถูกระงับการบินประมาณ 1-2 อาทิตย์ หรืออาจนานกว่านั้น

ข้อจำกัดไม่ได้มีแค่นี้ การบินขาเข้าประเทศจีนไม่สามารถเลือกไปลงที่ไหนได้มากนัก ณ ปัจจุบันเมืองที่รับไฟลท์บินจากต่างประเทศขาเข้าเยอะหน่อย ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว เสฉวน เป็นต้น ปักกิ่งมีบินเข้าจากต่างประเทศเล็กน้อยแต่เนื่องจากเป็นเมืองหลวงจำเป็นต้องคุมหนักหน่อย จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้เดินทางเข้าจีนไม่สามารถเลือกเมืองที่ต้องการไปลงได้ ที่จีนทำแบบนี้มีเหตุผลดังต่อไปนี้

1. ง่ายและสะดวกในการบริหารจัดการ เป็นจุดศูนย์รวมควบคุมและบริการผู้โดยสารขาเข้าประเทศ

2. เมืองที่รับหน้าที่รับสายการบินขาเข้าต้องมีความพร้อมเต็มที่ด้านสาธารณสุขและการดูแลกักตัว

3.มาตรการการส่งตัวผู้โดยสารขาเข้าหลังจากกักตัวเสร็จแล้ว 14+7 วันไปสู่เมืองสุดท้ายที่ผู้เดินทางจะไป โดยเมืองเป้าหมายปลายทางจะรับช่วง Tracking ติดตามผู้โดยสารขาเข้าคนนั้นๆต่อจนกว่าจะมั่นใจว่าปลอดภัยไร้โควิด-19

ยกตัวอย่างเช่น ผู้โดยสารท่านหนึ่งต้องการเดินทางไปปักกิ่งแต่ต้องลงที่เซี่ยงไฮ้เพื่อกักตัวก่อน 21 วันหลังจากนั้นเซี่ยงไฮ้จะส่งตัวไปให้เมืองปักกิ่ง เพื่อติดตามการกักตัวเพิ่มอีก 7 วัน รวมทั้งสิ้น 28 วันของการกักตัว

นอกจากนี้ต้องดูอีกว่าการกักตัวที่ปักกิ่ง ทางการจะให้ไปสถานกักตัวรวมหรืออนุญาตให้กลับไปกักตัวที่บ้านพักได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แต่ละบุคคล หากว่าเป็นบ้านที่พักอยู่คนเดียวก็สามารถไปกักตัวที่บ้าน 7 วันแต่หากเป็นบ้านที่ต้องอยู่กับคนอื่นๆทางการอาจพิจารณาให้ไปอยู่สถานกักตัวรวมก่อน ที่ผู้เขียนยกตัวอย่างของเมืองปักกิ่ง ไม่ใช่เป็นมาตรฐานทั้งประเทศ แต่ละเมืองและมณฑลจะมีกฎระเบียบระดับความเข้มงวดแตกต่างกันไปอีก และต้นทุนค่าใช้จ่ายในการกักตัวทั้งหมด ผู้เดินทางต้องออกค่าใช้จ่ายเอง เฉลี่ยจะประมาณ 40,000 – 50,000 กว่าบาทไม่รวมค่าเครื่องบิน

มาที่ประเด็นสุดท้ายเรื่องการซื้อตั๋วไปต่างประเทศขาออกของชาวจีน แพงหูฉี่เช่นกันเนื่องจากไฟลท์บินมีน้อยและอาจจะต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่เมืองอื่นที่มีไฟลท์บินออก อย่างเช่นไฟลท์บินจากจีนมายังไทยที่มีทุกสัปดาห์คือไฟลท์ที่บินออกจากเมืองกว่างโจว ราคาตั๋วขาเดียวเฉลี่ยที่ 30,000 บาท!

สรุปกันง่ายๆคือหากนักท่องเที่ยวจีนจะมาเที่ยวไทยในช่วงนี้ เฉพาะค่าใช้จ่ายการเดินทางและกักตัวตอนกลับประเทศจีนต้องมีอย่างน้อยๆ 1.5 – 2 แสนบาท! ผู้เขียนเชื่อว่าค่าใช้จ่ายระดับนี้รวมทั้งค่าเสียเวลากักตัวในประเทศนานกว่าเดือนกว่าจะได้กลับถึงบ้าน นักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยในช่วงปลายปีนี้อาจต้องคิดหนักเลยทีเดียว

ดังนั้นผู้เขียนมองว่าถึงแม้ว่าจีนอยู่ในรายชื่อประเทศที่มีการระบาดโควิด-19ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบสองเข็มแล้วสามารถเดินทางมาไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว เงื่อนไขนี้อาจจะดึงดูดนักธุรกิจจีนและคนจีนที่ต้องเดินทางมาทำงาน มีธุระที่ต้องจัดการในประเทศไทย แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแล้วต้องกลับไปไม่เป็นที่ดึงดูดมากนัก เนื่องจากนโยบายการกลับประเทศและการกักตัวของจีนยังเข้มงวดอยู่ อีกทั้งนโยบายของทางการจีนจะปรับเปลี่ยนไปตลอดตามสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก และหากสถานการณ์โรคระบาดในไทยย่ำแย่ จีนก็อาจจะยกระดับคุมเข้มผู้เดินทางจากไทยเข้าจีนก็เป็นได้ เอาเป็นว่านักท่องเที่ยวจีนมากมายที่ผู้ประกอบการไทยเฝ้ารออยู่นั้นอาจจะต้องรอไปอีกสักระยะจนกว่ากฎข้อบังคับการเดินทางระหว่างประเทศของจีนจะผ่อนคลาย