บิ๊กตู่แจง ยึดสามเรื่องดูแลพลังงาน-เทียบราคาน้ำมันไทยถูกกว่าเพื่อนบ้าน-โฮปเวลล์ทวงเงิน ก.คมนาคมแจงแล้ว -ไม่ตอบใครมาแทน "กนกวรรณ"

บิ๊กตู่ ยึดสามเรื่องดูแลพลังงาน-เทียบราคาน้ำมันไทยถูกกว่าเพื่อนบ้าน

บิ๊กตู่แจง ยึดสามเรื่องดูแลพลังงาน-เทียบราคาน้ำมันไทยถูกกว่าเพื่อนบ้าน-โฮปเวลล์ทวงเงิน ก.คมนาคมแจงแล้ว -ไม่ตอบใครมาแทน "กนกวรรณ"
ad1






ad1

ad1

ad1

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 4/2565 ว่า ที่ประชุมพิจารณาเรื่องพลังงานในภาพรวมทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะปัญหาน้ำมันแพง รวมถึงปรับรูปแบบการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการใช้พลังงานถ่านหินลิกไนต์ เพื่อนำมาใช้ทดแทนค่าแก๊สและค่าน้ำมันที่มีราคาแพง ซึ่งทุกคนทราบปัญหาพลังงานดีอยู่แล้วว่าเกิดผลกระทบทั่วโลก ดังนั้น ต้องศึกษาปัจจัยพลังงานที่แพงขึ้น ต้องทำความเข้าใจว่ามาจากปัจจัยภายนอกหรือภายในประเทศ เกิดขึ้นทั่วโลกหรือไม่ หรือแค่ไทยประเทศเดียว

โดยนายกรัฐมนตรียังระบุอีกว่า หลัก 3 ประการที่สำคัญคือ ปัจจัยพลังงานที่แพงขึ้นต้องศึกษาทำความเข้าใจว่ามาจากปัจจัยที่ใด มาจากปัจจัยภายนอกหรือปัจจัยภายใน เกิดขึ้นทั่วโลกหรือไม่ ไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียว เพราะฉะนั้นตนยืนยันว่าทุกประเทศที่มีการนำเข้าต้นทุนพลังงานจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งทุกคนทราบดีว่าประเทศไทยมีพลังงานอยู่เท่าใด ทั้งทางบกทางทะเล ซึ่งก็พยายามจะหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม เพื่อทดแทน และแก้ไขปัญหานี้ในอนาคตอย่างยั่งยืน

โดยจะต้องดูแลความมั่นคงด้านเสถียรภาพ พลังงานไม่ให้เกิดการขาดแคลน ไม่ให้เกิดการขยายตัว​ การประกอบการ ธุรกิจ​ เศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปได้​ นอกจากนี้จะต้องมีการดูแลค่าพลังงาน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนที่มากเกินไป ขอให้ทุกคนเข้าใจโดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล​ ก๊าซหุงต้ม ซึ่งมีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง โดยหากเทียบราคาน้ำมันของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านไทยยังอยู่ในลำดับที่ 7 หรือ 8 จาก 10 ประเทศของอาเซียน และเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคอื่นก็ได้ว่า ว่าราคามากน้อยเพียงใด 

นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องดูแลให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางด้วยมาตรการต่างๆ ผ่านมาตรการใดบ้างเช่น มาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเป็นรายกิจกรรม รายผู้ประกอบการ และจะต้องรักษาสมดุลในการใช้เงิน เพื่อช่วยเหลือประคับประคองพลังงาน และการเติบโตเศรษฐกิจเศรษฐภาพทางการเงินการคลัง ให้เติบโตให้ได้ในอนาคต เพราะหากเป็นภาระมากเกินไปในวันหน้าทุกอย่างก็จะย้อนกลับมาอีก เพราะฉะนั้นต้องเดินด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด 

และสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อยืนยันว่ารัฐบาลทำในวันนี้ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกใจบ้างถูกใจบ้างแต่ก็ต้องรับฟัง ซึ่งจากผลการจัดลำดับความน่าเชื่อถือของไทยจากบริษัทฟิทช์ เรตติ้ง (Fitch) ยังคงอันดับความน่าเชื่อมั่น ในเสถียรภาพทางการเงินการคลัง ของประเทศไทยที่ BBB+ หรือในระดับสูง ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับก่อนการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และวิกฤติทางพลังงาน แสดงว่าเราดำเนินการมาได้ดีพอสมควร  และยืนยันว่ารัฐบาลจะพยายามทำให้ดีที่สุดในทุกเรื่อง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถามที่ว่ามาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานที่ออกมาถือว่ามาถูกทางแล้วใช่หรือไม่ และเมื่อถามถึงกรณีบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ทวงเงิน 2.7 หมื่นล้านบาทนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมชี้แจงไปแล้ววานนี้ (21 มิ.ย.) เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อปรับคณะรัฐมนตรีแทนนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบและเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที.-