วิกฤตช้างป่าทับลานทะลัก 2 จังหวัด!โขลงใหญ่ปรับพฤติกรรมหนีโดรนกระจายหากินไกลกว่า 10 กม.

วิกฤตช้างป่าทับลานทะลัก 2 จังหวัด!โขลงใหญ่ปรับพฤติกรรมหนีโดรนกระจายหากินไกลกว่า 10 กม.





Image
ad1

ปราจีนบุรี – สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่ารอบแนวเขตผืนป่ามรดกโลกทับลานทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น หลังกล้องวงจรปิดจับภาพวินาทีระทึกช้างป่า 3 แม่ลูกบุกประชิดบ้านพักราษฎรกลางดึกรื้อค้นข้าวของและเหยียบย่ำสวนผลไม้พังยับเยิน ขณะที่หัวหน้าอุทยานฯ เผยตัวเลขสถิติน่ากลัว ช้างป่าแตกโขลงกระจายตัวหากินข้าม 2 จังหวัด ปรับพฤติกรรมเรียนรู้การหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่จนผลักดันยากขึ้น ด้านภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งพลิกวิกฤตระดมกำลังสร้างแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และโป่งเทียมในป่าลึกเพื่อดึงช้างกลับบ้าน ย้ำต้องคุยความจริงเรื่องมาตรการเคลื่อนย้ายช้างก่อนสายเกินไป

เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญ ขณะที่ช้างป่าจากเขตอุทยานแห่งชาติทับลานจำนวน 3 แม่ลูก พากันบุกเข้ามาภายในบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 263 หมู่ที่ 3 บ้านวังอ้ายป่อง ต.แก่งดินสอ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี โดยช้างทั้ง 3 ตัวได้เดินตรงเข้ามาใช้งวงรื้อค้นกระป๋องที่กองอยู่ข้างรั้วหน้าบ้านนานกว่า 1 นาที คาดว่าหาอาหาร   ก่อนจะเดินเฉียดชายคาหน้าบ้านห่างจากตัวบ้านเพียง 5 เมตร ผ่านหน้ากล้องวงจรปิดอ้อมไปยังบริเวณหลังบ้าน ท่ามกลางความตื่นตกใจของเจ้าของบ้านที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาดูเพราะได้ยินเสียงโครมครามดังสนั่น

กระทั่งรุ่งเช้าจากการตรวจสอบรอบบริเวณบ้านพัก พบร่องรอยช้างสามแม่ลูกเดินเหยียบย่ำสวนเกษตรผสมผสาน ทั้งส้มโอ ทุเรียน และพลู จนได้รับความเสียหาย ท่อประปาแตกหัก และต้นกล้วยถูกกัดกินเสียหาย

นางสาวสุริยา คชภรภรณี เจ้าของบ้านเปิดเผยด้วยความหวาดกลัวว่า: "ช่วงคืนที่ผ่านมาเวลาประมาณ 02.40 น. หนูได้ยินเสียงดังอยู่หน้าบ้าน พอส่องดูก็ต้องตกใจมากที่เห็นช้างป่า 3 แม่ลูกมายืนอยู่ ห่างจากตัวบ้านไม่กี่เมตร ตอนนั้นกลัวมากจริงๆ ค่ะ ที่ผ่านมาฝูงช้างป่าแถวนี้มีประมาณ 60 ตัว หากินอยู่ใกล้ๆ หมู่บ้านมานานหลายปีแล้ว ครั้งนี้ยังโชคดีที่มาแค่ 3 ตัว และช้างมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยของชาวบ้านอย่างจริงจังด้วยค่ะ"

ล่าสุดเวลา 20.00  น. นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดกับผู้สื่อข่าวว่า ในพื้นที่ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี พบข้อมูลช้างโขลงลักลอบออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 12 – 18 กรกฎาคม 2569 มีจำนวนเฉลี่ยสูงถึง 15 – 70 ตัวต่อวัน โดยกระจายตัวอยู่ระหว่างตำบลทุ่งโพธิ์ ตำบลแก่งดินสอ (บ้านบุเจริญ) บ้านท่าสะตือ และบ้านวังอ้ายป่อง

ทางอุทยานฯ ได้จัดตั้งชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่าร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ทว่าในปัจจุบันเริ่มประสบอุปสรรคสำคัญเนื่องจากเป็นฤดูฝน ทำให้ไม่สามารถใช้โดรนเทอร์มอล (Thermal Drone) ช่วยวางแผนผลักดันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซ้ำร้ายพฤติกรรมของช้างป่ายังเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่ากังวล  อาทิ

• แตกกลุ่มย่อยกระจายวงกว้าง: จากเดิมที่รวมเป็นโขลงใหญ่ เมื่อถูกเจ้าหน้าที่กดดันต่อเนื่อง ช้างป่าได้แตกออกเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละประมาณ 20 - 30 ตัว กระจายตัวออกไปหากินไกลจากชายป่าเกินกว่า 10 กิโลเมตรแล้ว ครอบคลุมทั้งพื้นที่ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ยาวไปจนถึง อ.ครบุรี และ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ซึ่งบางจุดในฝั่งโคราชช้างป่าเกือบจะเดินเข้าเขตตลาดชุมชนแล้ว

• เรียนรู้และรอเวลา: ช้างป่าเริ่มฉลาดและรู้ทันเจ้าหน้าที่ โดยพวกมันจะมาตั้งหลักอยู่บริเวณขอบชายป่าตั้งแต่เวลา 16.00 น. เพื่อรอจังหวะ และเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าผลักดันในเวลากลางคืน ช้างจะปรับตัวเดินออกจากป่าให้ไวขึ้นและเปลี่ยนเวลาหากินไปเรื่อยๆ เพื่อหลบเลี่ยงการปะทะ ทำให้เจ้าหน้าที่และทีมงานต้องตรึงกำลังตลอด 24 ชั่วโมงจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างตรงไปตรงมาว่า ทุกภาคส่วนต้องเลิกมองโลกในแง่ดีและหันมาพูดความจริงกันในสังคม เกี่ยวกับการนำมาตรการ "การเคลื่อนย้ายช้างป่า" กลับมาทบทวนและบังคับใช้อย่างจริงจังด่วนที่สุด เนื่องจากการเดินเท้าผลักดันช้างให้กลับคืนสู่ป่าลึกในระยะทางที่ไกลกว่า 10 กิโลเมตรในสภาวะปัจจุบันแทบจะเป็นไปไม่ได้

นายประวัติศาสตร์  จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน

"เราต้องยอมรับความจริง มาตรการเคลื่อนย้ายช้างต้องถูกนำกลับมาคุย ส่วนไหนไม่เหมาะสมก็ปรับแก้กันไป กลุ่มคนที่เคยเรียกร้องห้ามย้ายช้าง หรือห้ามสัตวแพทย์เข้าไปแตะต้องตัวช้าง กลุ่มคนรักช้างเหล่านี้อาจกำลังกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้ช้างป่าต้องตายในอนาคต เพราะถ้าเราไม่ย้ายช้างออกไป แล้วปล่อยให้ช้างหลุดเข้าไปในเขตเมือง เข้าไปในตลาดจนเกิดเหตุทำร้ายหรือฆ่าประชาชน ในฐานะเจ้าหน้าที่เราปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ และอาจต้องใช้มาตรการเด็ดขาด ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น" นายประวัติศาสตร์ กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในการทำให้ "คนและช้างอยู่ร่วมกันได้" ในระหว่างที่ยังรอข้อสรุปเรื่องมาตรการย้ายช้าง    ในระหว่างนี้     ทางอุทยานแห่งชาติทับลานร่วมกับกลุ่มบริษัทเอกชนและภาคประชาสังคมที่มีจิตศรัทธา ได้ร่วมกันดำเนินกิจกรรมเชิงรุกในการสร้างและฟื้นฟูแหล่งอาหาร แหล่งน้ำในป่าลึก

โดยคณะเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครได้ร่วมกันเดินทางขึ้นไปยังพื้นที่บริเวณผาเม่น  รวมถึงช่วงอุโมงค์เชื่อมต่อระหว่างอุทยานฯ  อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี    เพื่อทำกิจกรรมปลูกต้นไม้ที่เป็นพืชอาหารหลักของช้างป่า พร้อมทั้งร่วมกันจัดทำโป่งเทียมและเสริมแร่ธาตุ สารอาหารที่จำเป็นใส่ในถังแร่ธาตุ เพื่อดึงดูดและรั้งให้ช้างป่ามีอาหารและน้ำที่อุดมสมบูรณ์เพียงพอกลางผืนป่าชั้นใน จะได้ลดพฤติกรรมการออกมารบกวนพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านภายนอก

"ถึงแม้การสร้างแหล่งอาหารในป่าลึกและการผลักดันจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ถ้าเรายิ่งไม่ทำอะไรเลยก็ยิ่งไม่มีความหวัง ดังนั้นอะไรที่ทำได้ในตอนนี้เพื่อความปลอดภัยของทั้งคนและช้างป่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลานจะยังคงเดินหน้าทำทุกวิถีทางอย่างเต็มกำลังความสามารถ" นายประวัติศาสตร์ กล่าวทิ้งท้าย

###  มานิตย์  สนับบุญ  –ข่าว / ทองสุข  สิงห์พิมพ์ – ภาพ /ปราจีนบุรี###

.