ตำรวจบุกช่วย 2นักศึกษา ม.ดัง เหยื่อค่าไถ่ทิพย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์สูญเงินไปเกือบล้านบาท

พ.ต.อ.พัฒน์ชัย ภมรพิบูลย์ ผกก.สภ.ปากคลองรังสิต พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิรภพ บัวหลวง รอง ผกก.สส.สภ.ปากคลองรังสิต ,พ.ต.ท.อิทธิพล พุทธรักษา สว.สส.สภ.ปากคลองรังสิต พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ บุกช่วยนักศึกษาจำนวน 2 คน หลังถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกให้ไปแล้วกักขังและใช้เทปกาว ผูกมัดทั้งแขนและขาตัวเอง (ขังตัวเองไว้ในห้องพัก) พร้อมให้โทรศัพท์ไปหาผู้ปกครอง หรือญาติ ให้ทำการโอนเงินจำนวนเกือบหนึ่งล้านบาท ภายในรีสอร์ทแห่งหนึ่งย่านตำบลหลักหก จ.ปทุมธานี ทราบชื่อนายเอก อายุ 21 ปี เป็นนักศึกษาปีที่ 2 เรียนการบิน และนายปลื้ม อายุ 22 ปี นักศึกษาปีที่ 2 เรียนคอมพิวเตอร์ พบอยู่ภายในห้องพัก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า แก๊งคอลเซนเตอร์ ได้ให้วิดีโอคอลเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา แถมยังโทรมาขู่เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย หลังช่วยเหลือได้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้นำตัวทั้งสองคนมาทำการสอบสวนที่ สภ.ปากคลองรังสิต พร้อมประสานผู้ปกครอง และอาจารย์เข้ามาร่วมพูดคุยด้วย
ด้าน พ.ต.อ.พัฒน์ชัย ภมรพิบูลย์ ผกก.สภ.ปากคลองรังสิต เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ได้ช่วยเหลือเหยื่อค่าไถ่ จากแก๊งแสกมเมอร์แก๊ง เรียกค่าไถ่ทิพย์ไว้ได้ 2 คน มีมูลค่าความเสียหาย 2 คน (รวมเป็นจำนวนเงิน 9 แสนบาท) โดยมี รอง ผกก.สส.ผู้รับผิดชอบดูแลคดี เหตุที่เกิดจะเร่งดำเนินการ โดยที่เหยื่อยังไม่ได้ทานข้าวเลย ระหว่างที่โดนหลอก ก็เร่งสืบสวนพยายามติดตามเหยื่อกลับมาได้ภายใน 24 ชั่วโมง ตอนนี้น้องก็ปลอดภัยดีแล้ว ส่วนเรื่องการช่วยเหลือจะเป็นอย่างไร

พ.ต.ท.สิรภพ บัวหลวง รอง ผกก.สส.สภ.ปากคลองรังสิต กล่าวว่า หลังจากได้รับการประสาน จากญาติๆของเหยื่อรายแรก ช่วงหัวค่ำของเมื่อวาน โดยแจ้งว่าน้องที่เป็นนักศึกษา ม.แห่งหนึ่ง ถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์ พบว่ามีการใช้ VPN อินเทอร์เน็ต ไปโผล่ที่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นแผนของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่หลอกให้เหยื่อโหลดแอปพลิเคชัน ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด ช่วงเช้าประมาณ 07:00 น.ไล่ดูจากจุดที่น้องพัก พบว่าเหยื่อรายแรกออกจากหอพักไปเมื่อวานช่วงสาย ๆ และเข้าไปที่รีสอร์ต รายวันแห่งหนึ่ง และน้องเช็กเอ้าต์ออกตอนเวลา 18:40 น. แต่เมื่อตรวจดูการใช้ไฟ และแอร์ในห้อง พบช่วงกลางคืนน้องไม่ได้อยู่ในห้องนั้นแล้ว ตำรวจจึงไล่กล้องวงจรปิดต่อ สุดท้ายน้องไปอยู่ที่หอพักอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ กัน พื้นที่คลองหก และพบรถจักรยานยนต์ของน้องจอดอยู่ เจ้าหน้าที่จึงบุกเข้าช่วย พร้อมประสานกับทางหอพัก เพื่อนำกุญแจสำรอง เปิดเข้าไปในห้อง พบว่ากลับมีเหยื่ออยู่สองคน เหยื่อรายแรกที่เป็นเป้าหมาย ยังได้พบเหยื่อรายที่ 2 เพิ่มอีก 1 คน ซึ่งถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงให้มาอยู่ในห้องเดียวกัน ปฏิกิริยาของทั้งสองคน เมื่อตำรวจแสดงตัวและแจ้งว่าเป็นตำรวจ น้องๆ ตื่นตระหนัก ยังมีท่าทีหวาดกลัว และยังไม่เชื่อในตอนแรกเนื่องจากยังอยู่ในลักษณะมักจะถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปั่นหัว และหลอกจนเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า กลุ่มคนที่มาอาจเป็นตำรวจปลอม หรือเป็นคนที่เข้ามาทำร้าย
จากการสอบถาม นายเอก นักศึกษาปี 2 เหยื่อ เล่าพฤติกรรมคนร้าย ใช้อุบายหลอกลวง และข่มขู่ให้กลัว โทรมาอ้างขอตรวจสอบเช็กบัญชีธนาคาร เพราะสงสัยอาจพัวพันกับการฟอกเงินในบัญชี และต้องการตรวจสอบจำนวนเงินเข้า-ออก ในแต่ละบัญชี พร้อมข่มขู่ไม่ให้วางสาย ระหว่างพูดคุย และขู่ว่าหากวางสาย จะถือว่าเป็นผู้ร่วมขบวนการทันที ซึ่งตลอดการพูดคุยมิจฉาชีพไม่ยอมเปิดกล้องให้เห็นหน้า ถามข้อมูลสินทรัพย์ พยายามซักถามข้อมูลส่วนตัวเชิงลึกสินทรัพย์ทั้งหมดที่บ้าน มีจำนวนเท่าไหร่ ทำอาชีพอะไร รวมถึงให้บอกเลขท้ายบัญชีธนาคาร 4 ตัวหลัง ของแต่ละธนาคารที่มี จนวันศุกร์เวลา 15:00 น.คนร้ายขู่หากโดนจับ หรือมีเรื่องขึ้นมาที่บ้าน จะช่วยเหลือเป็นเงินได้เท่าไหร่ ตอบไปว่าน่าจะได้ 60,000 บาท ตนเองมีทองคำอยู่ 1 บาทมีมูลค่า 60,000 บาท และวันเสาร์คนร้ายจึงให้ผู้เสียหายติดต่อ ให้ทางบ้านนำทองคำ 1 บาท ไปจำนำเปลี่ยนเป็นเงินสด และสั่งให้โอนเงิน ที่อยู่ในบัญชีคนร้ายและยังโทรให้ญาติโอนไปอีกจนมีเจ้าหน้าที่มาช่วย

ด้านอาจารย์ จอมเดช ตรีเมฆ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า มีนักศึกษาหลายราย ถูกหลอกในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากมีผู้ปกครอง รวมถึงอาจารย์ที่ปรึกษา แจ้งกับทางมหาลัยในการช่วยเหลือ ติดตามตัวนักศึกษาที่ถูกหลอก และหายไปหลายหลายวัน โดยพบว่านักศึกษาหลายราย เมื่อถูกหลอกแล้วเกิดอาการเครียด และไม่มาเรียนซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่ ทางครอบครัวค่อนข้างมีฐานะ และมักจะถูกหลอก ซึ่งส่วนใหญ่กลัวการข่มขู่ อย่างไรก็ตาม ได้มีการประชาสัมพันธ์ และคอยแจ้งบอกเตือน เพื่อไม่ให้มีการหลงเชื่อกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ส่วนการแอบอ้างในการได้รับทุนการศึกษาไปต่างประเทศ และมีการแอบอ้างลายเซ็น ที่มีลักษณะเอกสาร เป็นตราครุฑ จึงทำให้ผู้ปกครองหลายรายหลงเชื่อ ซึ่งทางมหาลัยตรวจสอบแล้ว ทางลายเซ็นและเอกสาร เป็นของปลอมทั้งหมด เพื่อนำไปหลอกกับผู้ปกครองจึงอยากฝากเตือนผู้ปกครอง ขอให้เอะใจเมื่อพบพฤติกรรมดังกล่าว เรื่องการโอนเงินจำนวนมาก และขอให้ตรวจสอบโดยตรงกับทางมหาลัยก่อน เพื่อความมั่นใจและจะได้ไม่ถูกหลอก
ด้านนายประทวน ผู้ปกครอง เปิดเผยว่า ลูกชายโทรมาโดยท่าทางตื่นเต้นดีใจ แจ้งว่าได้รับทุนการศึกษาไปต่างประเทศ แต่ต้องทำวีซ่า ไปประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นได้โทรมาแจ้งว่า ต้องมีเงินนอนภายในบัญชีประมาณ 100,000 ถึง 300,000 บาท แต่ลูกชายแจ้งว่า ให้โอนเงิน 350,000 บาท เพื่อให้ง่ายต่อการทำวีซ่า ด้วยความดีใจ เพื่ออนาคตของลูกจนได้โอนเงินไป แต่เมื่อถามถึงเอกสารเกี่ยวกับการทำ กลับแจ้งว่ามหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด จึงขอให้ถ่ายภาพ แอปปพลิเคชันของ เพื่อให้เห็นว่าเงินยังอยู่ในในธนาคารส่งมาให้ ซึ่งตอนนั้นก็เห็นว่ามียอดเงิน 350,000 บาทครบตามจำนวน แต่ก็ไม่เอะใจว่า ที่ตัวเลขลูกนำคั่นตัวเลขผิดปกติไป จึงได้พยายามติดต่อลูกชาย แต่ก็ติดต่อไม่ได้ จึงรีบเดินทางมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งแต่เมื่อช่วงเช้า และระหว่างกลาง ทางได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรมาแจ้งว่า ลูกชายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก และให้การช่วยเหลือได้ ที่โรงแรมจึงรีบเดินทางมาที่สภ.ปากคลองรังสิต

พ.ต.อ.พัฒน์ชัย กล่าวว่า ฝากเตือนป้องกันการตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่มีการวิดีโอคอลตลอดเวลา ตำรวจจริงจะไม่มีการติดต่อเพื่อขอวิดีโอคอลพูดคุยสอบสวนอย่างแน่นอน การส่งเอกสารทางราชการ หากเป็นขั้นตอนของตำรวจจริงจะมีกระบวนการส่งเอกสารหรือหมายเรียกเชิญตัวอย่างเป็นทางการ ไม่มีการโอนสายข้ามหน่วยงาน ตำรวจจะไม่มีระบบการโอนสายโทรศัพท์ข้ามไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ปปง., ป.ป.ช.หรือโอนตรงไปยังโรงพักในพื้นที่ในลักษณะที่มิจฉาชีพทำ ให้สิทธิ์ติดต่อครอบครัวทันทีเมื่อตำรวจจริงเข้าพบน้อง ๆ หรือผู้เสียหายจะบอกให้ติดต่อหาพ่อแม่หรือครอบครัวในทันทีเพื่อความปลอดภัยไม่มีการบังคับให้ปิดบัง ที่สำคัญนักศึกษาและผู้ปกครองต้องมีความเอ๊ะใจอย่าเพิ่งเชื่อเมื่อได้รับการติดต่อในลักษณะนี้ ขอให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนและอย่าเพิ่งหลงเชื่อโดยเด็ดขาด
ตรวจเช็กข้อมูลก่อนหากมีการอ้างถึงเรื่องทุนการศึกษาหรือเรื่องต่างๆ ขอให้โทรศัพท์ไปตรวจสอบกับทางมหาวิทยาลัยโดยตรงเนื่องจากมีเบอร์ติดต่อของสถาบันอยู่แล้ว ไม่โอน ทุกกรณี สิ่งสำคัญที่สุดคือห้ามโอนเงินเด็ดขาดเพราะมิจฉาชีพเหล่านี้อยู่ต่างประเทศไม่สามารถทำอันตรายหรือทำอะไรเราได้หากเราไม่โอนเงินให้ พฤติกรรมแก๊งหลอกลวงมิจฉาชีพจะหลอกให้เหยื่อเขียนสคริปต์ด้วยลายมือตนเอง เพื่อใช้ไปหลอกผู้ปกครองต่อ รวมถึงมักจะใช้ความกดดันสูง จนทำให้เหยื่อเกิดความกลัวและยอมทำตามเจ้าหน้าที่จึงเน้นย้ำคาถาสำคัญคือ "ไม่เชื่อ ไม่โอน"

