นาทีชีวิต! "เจ้าสิบล้อ" วิ่งชาร์จคนงานฉีดอ้อย หนีตายวุ่นกลางเมืองปราจีนฯ

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี ชาวบ้านตื่นผวาโกลาหลทั่วทั้งจังหวัด! หลังชุดอาสาสมัครผลักดันช้างป่าแจ้งข่าวฉุกเฉินว่า "สีดอโหนก" หรือ ฉายาขวัญผวา "เจ้าสิบล้อ" ช้างป่าเพศผู้ขนาดใหญ่ไร้งา ตัวตึงแห่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน จ.ฉะเชิงเทรา ได้ฤกษ์ข้ามฝั่งป่ารอยต่อ 5 จังหวัด บุกตะลุยเข้าหากินในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีอีกระลอกในช่วงหน้าฝนนี้ หวั่นเปิดศึกปะทะคนในชุมชนจนมีเลือดตกยางออกซ้ำรอยเดิม
เหตุการณ์ความระทึกขวัญเปิดฉากขึ้นเมื่อ นายชาตรี วงษ์ศรี อาสาสมัครพิทักษ์อุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.อส.) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบช้างป่าตัวขนาดใหญ่ซุ่มหากินอยู่ในป่าอ้อยพื้นที่หมู่ 7 ต.ลาดตะเคียน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี จึงเร่งนำโดรนขึ้นบินสำรวจทางอากาศเพื่อระบุพิกัด

ผลการบินสำรวจยืนยันชัดเจนว่าเป็น "เจ้าสีดอโหนก" ตัวจริงเสียงจริง ที่กำลังกบดานอยู่ในป่าอ้อยผืนใหญ่กว่าพันไร่ ติดกับถนนสาย 359 หรือสายสระแก้วตัดใหม่ (พนมสารคาม – สระแก้ว ตรงข้ามสำนักสงฆ์เขาแก้วทอง (หลวงปู่บุญมา โชติธมฺโม) อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่อุดมไปด้วยมันสำปะหลัง ข้าวโพด และแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เหมาะแก่การซ่อนตัวและเป็นคลังอาหารชั้นดีของช้างป่า
ความน่ากลัวทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อช่วงสาย เวลาประมาณ 10.00 น. ขณะที่คนงานกำลังฉีดยาบำรุงต้นอ้อยอยู่นั้น เจ้าสิบล้อได้เกิดอาการหงุดหงิดและ "วิ่งพุ่งชาร์จเข้าใส่กลุ่มคนงานอย่างกระทันหัน" จนชาวบ้านและคนงานต้องบิดคันเร่งรถจักรยานยนต์หนีตายกันอุตลุดชนิดเผ่นกระเจิงไปคนละทิศละทาง โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครได้ตรึงกำลังเฝ้าระวังพื้นที่รอบขอบป่าอ้อยอย่างเข้มงวด เนื่องจากคาดว่าช้างจะเริ่มเคลื่อนไหวออกมาอีกครั้งในช่วงเย็น และเตรียมสนธิกำลังเปิดปฏิบัติการผลักดันครั้งใหญ่ในวันถัดไป (28 ก.ค.) เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับ รายละเอียดพฤติกรรมสุดสะพรึงของ "สีดอโหนก" เป็นช้างหนุ่มกายแกร่งทรงพลัง มักชอบเดินทางไกลข้ามเขตจาก จ.ฉะเชิงเทรา มุ่งหน้าป่วนพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี มานานหลายปี จุดเด่นที่ทำให้ชาวบ้านขวัญผวาคือ "นิสัยดุร้ายและไม่กลัวมนุษย์" เคยมีประวัติบุกทำร้ายชาวบ้านและเจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตคาไร่อ้อยมาแล้วหลายราย
ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ต้องเปิดปฏิบัติการระดับชาติ ใช้เวลาปูพรมยาวนานกว่า 14 ชั่วโมงในการยิงยาซึมและขนย้ายกลับคืนสู่ป่าลึกมาแล้วถึง 3 ครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในเดือนมีนาคม 2565, มีนาคม 2567 และล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2567 แต่สุดท้ายเจ้าสิบล้อก็ยังคงติดใจพฤติกรรมเดิม หวนคืนสู่รังเก่านอกแนวเขตป่า ไม่ยอมกลับไปใช้ชีวิตในป่าลึกอย่างถาวร
และรายงานต่อไปว่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน ถือเป็นผืนป่าลุ่มต่ำไม่ผลัดใบผืนสุดท้ายของไทย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 643,750 ไร่ ในรอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก อันได้แก่ ฉะเชิงเทรา, สระแก้ว, จันทบุรี, ระยอง และชลบุรี ผืนป่าแห่งนี้อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมากถึง 64 ชนิด นกอีก 246 ชนิด และเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำสายสำคัญหลายสาย แต่ปัจจุบันกลับกำลังเผชิญ "ภาวะป่าแตก" อย่างหนักหน่วง

จากการลงพื้นที่เจาะลึกของทีมข่าว พบชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ช้างป่าทะลักออกนอกเขตอนุรักษ์ ดังนี้
• ภาวะประชากรช้างล้นป่า: จำนวนประชากรช้างป่าเติบโตรวดเร็วเกินขีดความสามารถในการรองรับของผืนป่า
• วิกฤตความแห้งแล้งและขาดแคลน: ป่าชั้นในเริ่มขาดแคลนพืชอาหารและแหล่งน้ำตามธรรมชาติในบางฤดูกาล
• รสชาติพืชเกษตรดึงดูดใจ: พืชผลทางการเกษตรที่ชาวบ้านปลูกรอบแนวเขตป่า ไม่ว่าจะเป็นไร่อ้อย มันสำปะหลัง สับปะรด และกล้วย มีรสชาติหวาน หอม อร่อยกว่าพืชป่า ทำให้ช้างเกิดอาการติดใจและเรียนรู้ว่าการออกนอกป่าหาอาหารกินได้ง่ายกว่า
• แนวป้องกันชำรุดเสียหาย: คูกั้นช้างและรั้วกั้นช้างในหลายจุดถูกน้ำกัดเซาะหรือถูกช้างรื้อทำลาย ส่งผลให้เกิดช่องทางธรรมชาติให้โขลงช้างเดินข้ามเข้าสู่ชุมชนได้อย่างง่ายดาย
จากการลงพื้นที่สำรวจความเดือดร้อนใน อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ที่ต้องรับศึกหนักทั้งช้างบุกเดี่ยวและมายกโขลง พบภาพสะเทือนใจเมื่อชาวบ้านต้องพากันอยู่อย่างหวาดระแวง กลางคืนไม่มีใครกล้าออกไปกรีดยางหรือหาของป่าเพราะกลัวเดินไปเผชิญหน้ากับช้างป่า พืชผลทางการเกษตรที่ลงทุนลงแรงไปถูกเหยียบย่ำทำลายจนเสียหายสิ้นเชิง ยุ้งฉางข้าวและสิ่งปลูกสร้างถูกช้างบุกทลายพังยับเยิน ซ้ำร้ายยังเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเมื่อช้างป่าเข้าทำร้ายชาวบ้านจนเสียชีวิตคาไร่อ้อยอยู่บ่อยครั้ง

"พวกเราไม่ได้อยากทำร้ายช้าง แต่วันนี้ช้างมันล้นป่าออกมาทำลายชีวิตและทรัพย์สินพวกเราจนหมดสิ้น แล้วจะให้อยู่กันอย่างไร" เสียงสะท้อนด้วยความสิ้นหวังจากชาวบ้านในพื้นที่
ทางด้านภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งดำเนินงานตาม โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ เพื่อจัดระบบการบริหารจัดการพื้นที่ป่าและชุมชนร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยมีการเร่งรัดแก้ปัญหาในมิติต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
ประการแรก คือการจัดตั้งและสนับสนุนชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งเป็นอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวัง ติดตามพฤติกรรม และทำการผลักดันช้างกลับเข้าสู่แนวเขตป่าตลอด 24 ชั่วโมง
ประการต่อมา คือการยกระดับแนวกันช้าง ด้วยการเร่งรัดซ่อมแซมคูกั้นช้างที่เสียหาย พร้อมทั้งสร้างรั้วกั้นช้างรูปแบบใหม่ที่มีความมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น
และประการสุดท้าย คือการฟื้นฟูแหล่งอาหารป่าชั้นใน เร่งปรับปรุงแปลงพืชอาหารสัตว์และแหล่งน้ำธรรมชาติกลางป่าอ่างฤๅไน เพื่อดึงดูดให้ช้างกลับไปอาศัยอยู่ในป่าลึกดังเดิม
วิกฤตความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างที่เขาอ่างฤๅไน และการปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสีดอโหนก จึงไม่ใช่แค่อุบัติเหตุทางธรรมชาติ แต่เป็น "สัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤต" ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง ก่อนที่ผืนป่าอนุรักษ์แห่งนี้จะกลายเป็นสมรภูมิสงครามระหว่างคนกับสัตว์ป่าที่ไม่จบสิ้น!
### มานิตย์ สนับบุญ – ข่าว / ทองสุข สิงห์พิมพ์ – ภาพ / ปราจีนบุรี ###

