ตร.ปทุมวัน ช่วยหนุ่มจีนเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ถูกขู่กรรเชียงสูญเงิน 10 ล้าน

ตำรวจปทุมวัน ช่วยหนุ่มจีนเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ถูกขู่กรรเชียงสูญเงิน 10 ล้าน บังคับกบดานไทยรีดค่าไถ่ซ้ำ พ่อบินด่วนรับตัวน้ำตาซึม

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 เวลา 03.00 น. โดยกำลังตำรวจ สน.ปทุมวัน ภายใต้การประสานงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และฝ่ายสืบสวน ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบห้องพักภายในโรงแรมทวินทาวเวอร์ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ก่อนจะสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์และช่วยเหลือ Mr. MA MINGZE (นายมา หมิงจื่อ) ผู้เสียหายสัญชาติจีน ออกมาจากห้องพักได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางความโล่งใจของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย

คดีนี้สืบเนื่องจากพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้รับการแจ้งเหตุประสานงานจากชาวจีนที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ว่าได้รับการร้องขอจากเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศจีนให้ช่วยแกะรอยติดตามตัว นายมา หมิงจื่อ ซึ่งขาดการติดต่อกับครอบครัวอย่างมีเงื่อนงำ และเชื่อว่ากำลังตกเป็นเหยื่ออันโอชะของขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สายสืบสืบทราบจนแน่ชัดว่าเหยื่อรายนี้ถูกต้อนให้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยและกบดานอยู่ที่โรงแรมดังกล่าว จึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นเพื่อวางแผนบุกเข้าช่วยเหลือทันทีเนื่องจากเกรงว่าเหยื่อจะได้รับอันตราย

จากการซักถามผู้เสียหายในสภาพที่ยังคงหวาดผวา เล่าถึงพฤติการณ์สุดแยบยลของมิจฉาชีพกลุ่มนี้ว่า ตนเองถูกปลายสายลึกลับอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงของประเทศจีน โทรศัพท์มาข่มขู่แกมบังคับ โดยยัดข้อหาหนักว่าตนมีส่วนพัวพันกับคดีอาชญากรรมร้ายแรง และหากต้องการให้ยุติการดำเนินคดีจะต้องโอนเงินมาตรวจสอบ ด้วยความกลัวและรู้ไม่เท่าทันขบวนการต้มตุ๋น นายมา หมิงจื่อ จึงยอมโอนเงินไปให้ถึง 4 ครั้งซ้อน รวมเป็นเงินสูงถึง 2 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 10 ล้านบาท โดยธุรกรรมทั้งหมดเกิดขึ้นในขณะที่เขาพำนักอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย

แต่ความโลภของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังไม่สิ้นสุด หลังจากสูบเงินจนหมดบัญชี คนร้ายได้ออกอุบายลวงเหยื่อซ้ำสอง โดยอ้างว่าจะดำเนินการส่งตัวเขากลับประเทศจีนอย่างปลอดภัย แต่กลับบังคับให้เขาตีตั๋วเดินทางเข้ามายังประเทศไทยแทน เมื่อมาถึงกลับถูกสั่งให้กักตัวเองอยู่แต่ในห้องพัก และกดดันให้โทรศัพท์กลับไปหาบิดามารดาที่ประเทศจีนเพื่อเรียกเงินอีก 2 ล้านหยวน (ประมาณ 10 ล้านบาท) มาเป็นค่าไถ่ตัวเพื่อแลกกับอิสรภาพ
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ของทางโรงแรมในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบว่า นายมา หมิงจื่อ เดินทางและเข้าเช็กอินในห้องพักเพียงลำพัง โดยยังไม่พบเบาะแสของบุคคลอื่นหรือสมาชิกร่วมขบวนการปรากฏตัวในพื้นที่ ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้การ "จับตัวประกันเสมือนจริง" (Virtual Kidnapping) ด้วยการโทรศัพท์ข่มขู่และสั่งการให้เหยื่อเดินสายย้ายประเทศและกักขังตัวเองเพื่อเรียกค่าไถ่จากญาติ โดยที่คนร้ายไม่ต้องปรากฏตัว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจยึดโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายจำนวน 2 เครื่อง เอาไว้ตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อกู้ข้อมูลและตรวจหาพยานหลักฐานดิจิทัล เส้นทางการเงิน รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อ พร้อมทั้งประสานหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพื่อขยายผลล่าตัวการใหญ่ที่บงการอยู่เบื้องหลัง
ขณะเดียวกัน บิดาของนายมา หมิงจื่อ เมื่อทราบข่าวดีว่าลูกชายรอดชีวิต ได้รีบจองตั๋วเครื่องบินด่วนที่สุด เดินทางจากประเทศจีนมาถึงประเทศไทยด้วยเที่ยวบิน AK890 เมื่อเวลา 07.10 น. ของวันเดียวกัน และได้โผเข้าสวมกอดลูกชายด้วยความตื้นตั้นใจที่ สน.ปทุมวัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะส่งมอบตัวผู้เสียหายให้ครอบครัวนำกลับไปดูแลและดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

