ตำรวจรวบหนุ่มออสซี่คาสนามบินสุวรรณภูมิคดีฆ่าสาวไทยวัย 17 ยัดกระเป๋าก่อนเผ่นหนี

ตำรวจรวบหนุ่มออสซี่คาสนามบินสุวรรณภูมิคดีฆ่าสาวไทยวัย 17 ยัดกระเป๋าก่อนเผ่นหนี





Image
ad1

บก.ตม.2 โดย กก.สส.ปป.บก.ตม.2 โชว์ความพร้อมและไหวพริบในการปฏิบัติหน้าที่กลางดึก หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบชายชาวออสเตรเลียกำลังเตรียมเดินทางออกนอกประเทศไทย จากข้อมูลแจ้งเตือนในระบบ ก่อนเร่งสกัดตัว ประสานพนักงานสอบสวน และซักถามขยายผลจนได้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ “กระเป๋าเดินทาง” ที่ถูกลากออกจากคอนโดมิเนียมในพื้นที่พัทยา นำไปสู่การประสานตำรวจพื้นที่จนพบศพผู้เยาว์ และคลี่คลายคดีจากเหตุคนหายเป็นคดีฆาตกรรมสำคัญ

พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 / โฆษก บก.ตม.2 เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 21.30 น. เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขาออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับแจ้งจากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่า พบผู้โดยสารสัญชาติออสเตรเลีย คือ Mr.Peter (นามสมมุติ) อยู่ระหว่างเตรียมเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยสายการบินเจสตาร์ เที่ยวบิน JQ76 ปลายทางเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย

จากการตรวจสอบพบว่า บุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลที่พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา ได้ประสานมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อขอความร่วมมือในการลงระบบแจ้งเตือน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกรณีการหายตัวไปของ น.ส.ธัญชนก(นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับ

ภายหลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ชุดปฏิบัติการที่ 3 ภายใต้การนำของ พ.ต.ต.ดิษฐภัท เรืองหัตถาการ หัวหน้า ชป.3 ได้เร่งเข้าตรวจสอบและประสานพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีโดยทันที เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่บุคคลดังกล่าวกำลังจะเดินทางออกนอกราชอาณาจักร หากล่าช้าอาจทำให้ผู้เกี่ยวข้องในคดีสำคัญหลบหนีออกนอกประเทศได้

เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย สกัดและควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวไว้ พร้อมประสานให้พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีเพื่อดำเนินการจับกุม Mr.Peter ตามหมายจับในข้อหาเกี่ยวกับการพรากผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี

อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญของคดีนี้มิได้หยุดอยู่เพียงการสกัดผู้ต้องหาไม่ให้ออกนอกประเทศเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่สืบสวน ตม.สนามบิน ได้ใช้ทักษะการซักถามในการสืบสวน ประกอบกับข้อมูลจากฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองพัทยา ที่ตรวจพบภาพจากกล้องวงจรปิดว่า Mr. Peter มีพฤติการณ์ลากกระเป๋าเดินทางออกจากคอนโดมิเนียมในพื้นที่เกิดเหตุ

เมื่อพบประเด็นพิรุธดังกล่าว ทีมสืบสวน ตม.สนามบินจึงเร่งซักถามขยายผลทันที โดยมุ่งไปที่คำถามสำคัญว่า “กระเป๋าใบนั้นถูกนำไปไว้ที่ใด” จนได้ข้อมูลสถานที่ต้องสงสัย ก่อนประสานส่งข้อมูลให้ชุดสืบสวน สภ.เมืองพัทยา เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายอย่างเร่งด่วน

จากข้อมูลที่ได้จากการซักถามของเจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ประกอบกับการทำงานต่อเนื่องของตำรวจพื้นที่ นำไปสู่การตรวจพบกระเป๋าเดินทางดังกล่าว และพบศพของผู้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ทำให้คดีผู้เยาว์สูญหายพลิกเป็นคดีฆาตกรรม และเป็นพยานหลักฐานสำคัญต่อการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมาย

พ.ต.อ.พงศ์ธรฯ กล่าวว่า การปฏิบัติครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสนามบิน ซึ่งมิได้ทำหน้าที่เพียงตรวจอนุญาตผู้โดยสารเข้า-ออกประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นด่านหน้าด้านความมั่นคงที่ต้องเฝ้าระวังบุคคลตามหมาย บุคคลเฝ้าระวัง และผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีอาญาร้ายแรงตลอด 24 ชั่วโมง

“คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน และมีเวลาจำกัดมาก เพราะผู้ต้องหากำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ แต่เจ้าหน้าที่ของเราไม่ปล่อยผ่านแม้เพียงนาทีเดียว เมื่อระบบแจ้งเตือนทำงาน เจ้าหน้าที่รีบตรวจสอบ ประสานงาน สกัดตัว และซักถามขยายผลทันที จนได้ข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่การพบศพผู้เสียชีวิต นี่คือบทบาทของ ตม.สนามบินในฐานะด่านสุดท้ายก่อนผู้กระทำผิดจะหลบหนีออกนอกประเทศ”

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ที่กำชับให้ทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศควบคู่กับการสืบสวนเชิงรุก เพื่อสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติ บุคคลตามหมายจับ และผู้เกี่ยวข้องกับคดีอาญาสำคัญ มิให้ใช้ช่องทางการเดินทางระหว่างประเทศหลบหนีจากกระบวนการยุติธรรม

ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผบก.ตม.2 ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ในสังกัด บก.ตม.2 โดยเฉพาะด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยาน ต้องมีความตื่นตัว รอบคอบ และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะท่าอากาศยานคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ผู้กระทำผิดอาจใช้เป็นช่องทางสุดท้ายในการหลบหนีออกนอกราชอาณาจักร

บก.ตม.2 ขอชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ชป.3 และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองขาออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว มีปฏิภาณไหวพริบ และประสานงานกับพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถสกัดผู้ต้องหาไว้ได้ก่อนเดินทางออกนอกประเทศ และช่วยสนับสนุนการคลี่คลายคดีอาญาร้ายแรงได้อย่างทันท่วงที

.