เต๋อฮุ่ย ส่งเสริมเกษตรกร 'ปลูกข้าวควบเลี้ยงสัตว์น้ำ' สร้างรายได้สองทาง

เต๋อฮุ่ย ส่งเสริมเกษตรกร 'ปลูกข้าวควบเลี้ยงสัตว์น้ำ' สร้างรายได้สองทาง





Image
ad1

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา ตำบลช่าลู่โข่ว เมืองเต๋อฮุ่ย มณฑลจี๋หลิน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เต็มไปด้วยบรรยากาศการเพาะปลูกที่คึกคัก รถดำนาเคลื่อนตัวไปมาทั่วผืนนา ขณะที่ต้นกล้าสีเขียวอ่อนถูกปักดำลงสู่ผืนนาอย่างแม่นยำท่ามกลางเสียงเครื่องจักรที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง

(ภาพ People’s Daily)

ปีนี้ เมืองเต๋อฮุ่ยมีแผนปลูกข้าวบนพื้นที่ 710,000 หมู่ (ราว 47,333 เฮกตาร์) ขณะนี้งานปักดำข้าวทั่วเมืองเสร็จสิ้นเกือบทั้งหมดแล้ว

(ภาพ People’s Daily)

เต๋อฮุ่ยตั้งอยู่ในเขตดินดำซงเหลียว และพื้นที่ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “แถบข้าวทองคำของโลก” มีชื่อเสียงด้านการผลิตข้าวคุณภาพสูง โดย “ข้าวเต๋อฮุ่ย” ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจีน และมีมูลค่าแบรนด์สูงถึง 1,800 ล้านหยวน ปัจจุบันมีแบรนด์ข้าวกว่า 52 แบรนด์วางจำหน่ายทั่วประเทศ

นอกจากการรักษาพื้นที่เพาะปลูกและยกระดับผลผลิตแล้ว เมืองเต๋อฮุ่ยยังส่งเสริมระบบ “ปลูกข้าวควบคู่เลี้ยงสัตว์น้ำ” ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สาธิตสำคัญของมณฑลจี๋หลิน โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2015 จากพื้นที่เพียง 200 หมู่ ก่อนขยายเป็น 103,000 หมู่ในปี 2025

(ภาพ People’s Daily)

รูปแบบดังกล่าวครอบคลุมการเลี้ยงปลา ปู และกุ้งในนาข้าว รวมถึงการเลี้ยงแบบผสมผสาน สัตว์น้ำช่วยกำจัดวัชพืชและแมลงตามธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมีและปุ๋ย ขณะที่มูลและเศษอาหารของสัตว์น้ำจะกลายเป็นอินทรียวัตถุช่วยบำรุงดิน เกิดเป็นระบบนิเวศหมุนเวียนระหว่างข้าว สัตว์น้ำ และดิน

ข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่นระบุว่า ระบบนี้ช่วยลดการใช้สารกำจัดศัตรูพืชมากกว่า 30% และลดการใช้ปุ๋ยเคมีมากกว่า 20% อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์ดินดำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ

(ภาพ People’s Daily)

เกษตรกรสามารถสร้างรายได้จากทั้งข้าวและสัตว์น้ำในพื้นที่เดียวกัน โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 6,000 หยวนต่อเฮกตาร์ เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวแบบดั้งเดิม

นายหลิว เจ๋อ นายกเทศมนตรีตำบลช่าลู่โข่ว กล่าวว่า ปัจจุบันตำบลได้พัฒนาพื้นที่เกษตรแบบผสมผสานระหว่างการปลูกข้าวและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแล้ว 32,000 หมู่ พร้อมทั้งส่งเสริมการก่อตั้งวิสาหกิจแปรรูปข้าว 36 แห่ง

 (ภาพ People’s Daily)

ขณะเดียวกัน ยังได้ผลักดันการบูรณาการภาคเกษตร วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงชนบทที่ผสานกิจกรรมท่องเที่ยวชมธรรมชาติ การเรียนรู้ด้านเกษตร และการตกปลาเพื่อการพักผ่อนเข้าไว้ด้วยกัน สร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับการฟื้นฟูชนบทและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ที่มา People’s Daily