คพท.เร่งสร้างความเข้าใจพหุวัฒนธรรม หวั่นเหตุรุนแรงถี่กระทบสันติสุขชายแดนใต้


เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ในนราธิวาสเกิดเหตุการณ์คนร้าย ลอบยิงอส.และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งเจ้าหน้าที่อาสาสมัครทหารพรานรวมทั้งยิง ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคส่วนต่าง ๆ เร่งสร้างความเข้าใจและลดความหวาดระแวงในสังคม หวั่นสถานการณ์ลุกลามรุนแรงกลับมามากขึ้น และส่งผลกระทบต่อการอยู่ร่วมกันของประชาชนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ จังหวัดนราธิวาส คณะขับเคลื่อนการประสานงานพูดคุยระดับพื้นที่ (คพท.) จังหวัดนราธิวาส จัดเวทีระดมความคิดเห็นด้านพหุวัฒนธรรม โดยมีผู้นำศาสนาอิสลามและพุทธ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมประมาณ 200 คน

ซึ่งภายในงานได้รับเกียรติจากนายวิชาญ วิเศษสัมพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีและร่วมสังเกตการณ์ พร้อมด้วยนายดลรัตน์ บูยูโสะ ประธานคณะขับเคลื่อนการประสานงานพูดคุยระดับพื้นที่ (คพท.) และคณะอำนวยการเข้าร่วมกิจกรรมโครงการสมานฉันท์ไทยพุทธ-ไทยมุสลิม นำร่องสู่สันติสุขชายแดนใต้

เวทีดังกล่าวมุ่งเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสริมสร้างความเข้าใจระหว่างผู้คนต่างวัฒนธรรม และร่วมกันแสวงหาแนวทางสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ดร.ดลยรัตน์ บูยูโสะ ประธานคณะขับเคลื่อนการพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่(คพท) กล่าวว่า การขยับของภาครัฐต้องชัดเจน และวางนโยบายให้ชัดเจน วางการศึกษาให้กว้างขึ้น การยอมรับกันได้กับพี่น้องต่างศาสนิก เราต้องมาอยู่ร่วมกัน มีการสอนจริยธรรม พุทธ-มุสลิม ต้องเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และมามีส่วนร่วมกันให้มากขึ้น เราพยายามผลักดันให้มีการพูดคุยทุกระดับ ตั้งแต่ เด็กๆ พื้นที่ ไปจนถึงโต๊ะพูดคุยที่มีอยู่ และให้ไปถึงสภาผู้แทนราษฎร ให้ไปถึงระดับประเทศ เด็กเยาวชน รุ่นใหม่ สำคัญมาก ต้องเดินหน้าต่อและคิด

การทำงานสันติภาพในพื้นที่ ว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต เรื่องของความมั่นคงใน 3 หน่วยงานต้องทำงานหนัก ศอ.บต. กอรมน. และภาคการศึกษา เดินหน้าพร้อมกันไปในทิศทางเดียวกันหรือยัง ผมหวังว่า คนรุ่นใหม่ต้องขยับ และช่วยเราทั้งอินฟูอินเซอร์ มาช่วยกันพูด ช่วยกันออกเสียง พูดกันให้มากๆ ให้รับรู้ร่วมกันว่าเหตุการณ์จะสงบ จะพัฒนา เจริญก้าวหน้าต่อไป

ผอ. กรีฑา แดงดี ประธานคพท.นราธิวาส/รองประธานสมาพันธ์ไทยพุทธจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ผมเป็นประธานคพท.จังหวัดนราธิวาสและรองประธานสมาพันธ์ไทยพุทธจังหวัดนราธิวาสและเป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้โดยตรงเพราะเป็นคนเขียนโครงการนี้ เราขอสนับสนุนงบประมาณจากศูนย์อำนวยการบริหารส่วนจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้งบประมาณมา 70,000 บาทและระยะทางการดำเนินงานแล้วก็ตั้งเป้าสูงสุดในรอบ 20 ปีที่เรียนโครงการทำโครงการมาเพราะฉะนั้นโครงการนี้ก็จะถือว่าเป็นโครงการเองและเป็นชิ้นเอกชิ้นเดียวที่อยากให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสโดยเฉพาะอย่างยิ่งอ่าเราใช้ชื่อว่าสมานและฉันไทยพุทธไทยมุสลิมเพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเป็นจังหวัดนำร่อง คืออยากให้เกิดในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ทั้งหมด

แต่จังหวัดนนราธิวาสก็ถือเป็นจังหวัดนำร่องที่นี้ ในส่วนนี้เราก็มีเป้าหมายก็คือ 1.กลุ่มผู้นำศาสนาทั้งพี่น้องพุทธและก็พี่น้องมุสลิม กลุ่มที่ 2 ก็คือเด็กและเยาวชนและทั้งพุทธและมุสลิมนะและกลุ่มที่ 3 ก็คือประชาชนทั้งพี่น้องพุทธและมุสลิมถามว่าโครงการนี้โดนสบประมาทหรือไม่อย่างไรก็เขายอมรับว่าโดยสบประมาทอย่างแรงและจากภาครัฐที่ว่าเราไม่สามารถทำได้นะผมก็อยากให้งานนี้เป็นชิ้นโบว์แดงชิ้นหนึ่งนะเพราะว่าการที่เราสองศาสนิกมาอยู่กัน 1 วันเต็มๆแล้วก็จับมือกันได้

เราจะเอาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาจัดก็คงจะทำไม่ได้เพราะฉะนั้นเราก็ใช้วิทยากรทั้งสองฝ่ายมาพูดคุย สร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่นราธิวาสในรอบ 22 ปี การพูดคุยครั้งนี้ ทั้งพระภิกษุแล้วก็อีหม่ามกรรมการอิสลามประจำจังหวัดอยู่ห้อง 1 สำหรับห้องที่ 2 คือเด็กเยาวชนก็จะไปอยู่ห้องหนึ่งในเวลา 1 ชั่วโมงสุดท้ายก็คือเป็นพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น 120 ชีวิตตรงนี้ ก็คือจะขยายต่อไปยังไงซึ่งก็ได้เชิญผู้หลักผู้ใหญ่มารับรู้ในการสร้างสันติสุขในพื้นที่ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

อาจารย์วาริน นาราวิทย์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) และเป็นอาจารย์สังกัด คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า แต่ก่อนนี้ผมเคยมีลูกศิษย์พี่หลายคนมากไม่เข้าใจเรื่องวิถีพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างไร เกิดความเข้าใจผิดหลายๆอย่างเช่นคนมุสลิมเข้าวัดไม่ได้ เพราะบาป อย่างนี้ต้องให้มีการทบทวนศึกษากันใหม่ เหตุการณ์ใต้ การเรียนรู้ร่วมกัน การสร้างความเข้าใจ การดูงาน การศึกษาเป็นเครื่องสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น การที่ให้ทุกฝ่ายทุกหน่วยงานในพื้นที่ ร่วมเล็งเห็นความสำคัญ สอนการอยู่ร่วมกัน

โดยผ่านกิจกรรมต่างๆกีฬาสี การดำเนินงานประเพณีต่างๆร่วมๆกันทั้ง ในวัด และมัสยิด จะทำให้พื้นที่ความขัดแย้งค่อยไปหายไป การเข้าใจกัน เราอยู่ร่วมกันมานานตั้งแต่บรรพบุรุษ ช่วยเหลือกัน เอื้ออารี เอื้อเฟื้อกันมา ภาพเหล่านี้จะทำให้ช่องว่างทางความหวาดระแวงหายไปในที่สุด.

โดย.....แวดาโอ๊ะ หะไร/อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

