"อุบลไบโอ" จับมือรัฐ ชูเทคโนโลยี "ขุด ขาย ปลูก" หนุนเกษตรกรทำไร่มันอินทรีย์

"อุบลไบโอ" จับมือรัฐ ชูเทคโนโลยี "ขุด ขาย ปลูก" หนุนเกษตรกรทำไร่มันอินทรีย์





Image
ad1

บมจ. อุบล ไบโอ เอทานอล หรือ UBE ผู้ผลิตและแปรรูปมันสำปะหลังแบบครบวงจร ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) ปักหมุดเปิดโครงการ ถ่ายทอดเทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ (Field day) ประจำปี 2568” มุ่งส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์อย่างยั่งยืน ชูต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ หนุนการเข้าถึงแอปฯ C-STOCK ปรับปรุงการเพาะปลูก ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ดันภาคเกษตรกรรมสู่คาร์บอนต่ำ  โชว์ความสำเร็จเกษตรกรต้นแบบใช้แอปฯ C-STOCK ดันผลผลิตพุ่งเกือบ 50% ต่อไร่

นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) หรือ UBE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมส่งเสริมการเกษตรโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) ดำเนินโครงการ “ถ่ายทอดเทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ (Field day) ประจำปี 2568” ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ตอกย้ำการมุ่งส่งเสริมผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์อย่างยั่งยืน ภายใต้ต้นแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ที่ผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตรสมัยใหม่ โดยให้เกษตรกรเข้าถึงการใช้แอปพลิเคชัน C-STOCK เพื่อช่วยให้เกษตรกรปรับปรุงการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนด้วยการใช้เครื่องจักรกล  ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและก้าวสู่การทำเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ

ล่าสุดบริษัทฯ ได้จัดโครงการ “ถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ประจำปี 2568” โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องผนึกกำลังร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ รวมทั้งสาธิตการใช้เครื่องมือ เครื่องจักรทางการเกษตรที่ทันสมัย ซึ่งภายในโครงการดังกล่าว เกษตรกรจะได้เรียนรู้การใช้งานจริงและบริหารจัดการแปลงปลูกได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ประกอบด้วย  1) Test Box ตรวจดิน สำหรับตรวจวิเคราะห์ดินโดยความร่วมมือระหว่าง สวทช. และมหาวิทยาลัยแม่โจ้  2) ชุดตรวจวิเคราะห์ดินแบบพกพา (Smart NPK) โดยนำเทคโนโลยี Bio Hub และ PGPR 3 มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ความต้องการธาตุอาหารของมันสำปะหลัง เพื่อการบำรุงที่ตรงจุด และ 3) เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อลดต้นทุนการปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งจะนำเสนอเครื่องมือเตรียมดิน เครื่องมือปลูก เครื่องมือบำรุงรักษา และอุปกรณ์กำจัดวัชพืชที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก

ขณะที่การใช้แอปพลิเคชัน C-STOCK สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) เป็นผู้สนับสนุนงบการพัฒนาแอปฯ ในครั้งนี้ เกษตรกรจะได้เรียนรู้การใช้ฟีเจอร์ต่างๆ บนแอปพลิเคชัน C-STOCK โดยสามารถใช้ตรวจวิเคราะห์ดินได้ด้วยตนเองจากเครื่องมือข้างต้น และนำผลลัพธ์ไปป้อนลงในแอปพลิเคชันจะช่วยให้สามารถคำนวณปริมาณปุ๋ยที่เหมาะสมกับพืชและดินได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของมันสำปะหลัง อีกทั้ง C-STOCK ยังช่วยเก็บข้อมูลการผลิตเพื่อคำนวณปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) การดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ สู่การสร้างมูลค่าจากคาร์บอนเครดิตตามแนวคิดเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งภายในงานยังส่งเสริมปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกสู่ระบบอินทรีย์อย่างเป็นระบบ การให้ความรู้ทำแปลงสาธิต โดยมีเกษตรกรและผู้นำชุมชนจากอ.โพธิ์ไทรและตาลสุม หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าร่วมงานกว่า 150 ราย ณ ลานมันสำปะหลัง หมู่ 9 บ้านโนนศาลา ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี

“UBE ยึดมั่นในแนวการพัฒนาด้านความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมภิบาลภาย ใต้กรอบ  ESG (Environmental Social and Governance) โดยใส่ใจในทุกกระบวนการผลิต เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งบริษัทฯ ได้ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมี และพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเกษตรกรรม เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตภัณฑ์และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในอุตสาหกรรมเกษตรกรรม ทั้งยังมุ่งเน้นสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน ในระดับชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและรายได้ที่มั่นคงของเกษตรกร" นางสาวสุรียส กล่าว

นางหนูนา หลวงไชย์ เกษตรกรต้นแบบ อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี ผู้เข้าร่วมโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ (Field day) ประจำปี 2567 กล่าวว่า ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเกษตรกรต้นแบบซึ่งได้รับการอบรมและการทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ เช่น Test Box ตรวจดิน และเครื่องวัดธาตุอาหารในดิน ทำให้สามารถวิเคราะห์ดินด้วยตนเอง โดยหาธาตุอาหารที่เหมาะสมกับสภาพดิน  และกำหนดปริมาณสารปรับปรุงดินหรือปุ๋ยอินทรีย์ได้อย่างแม่นยำเหมาะสมกับความต้องการของดินและพืช ส่งผลให้ผลผลิตมันสำปะหลังมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 47.5% ต่อไร่ หรือเพิ่มเป็น 6,839 กิโลกรัมต่อไร่ จากเดิม 3,251 กิโลกรัมต่อไร่ และต้นทุนการปลูกลดลง เนื่องจากลดการใช้สารเคมี ซึ่งเป็นโครงการฯ ที่มีประโยชน์เพราะช่วยส่งเสริมการทำเกษตรยุคใหม่ที่เข้าถึงแอปพลิเคชัน C-STOCK และช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างแท้จริง

ด้านนางสาวกัณฑ์พร กรรณสูต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายความยั่งยืนองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์  กล่าวเสริมว่า โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ของไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญขององค์กร ซึ่งจากความสำเร็จเกษตรกรต้นแบบ อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของเรา โดย UBE ยังมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมและสังคมโดยรวม ซึ่งจะเดินหน้าพัฒนาและขยายผลโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและชุมชน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคเกษตรของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป