"อธิบดีกรมหม่อนไหม" โชว์ต้นแบบสู้ภัยแล้ง ชูโมเดลแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี ยกระดับเส้นไหมไทย

"อธิบดีกรมหม่อนไหม" โชว์ต้นแบบสู้ภัยแล้ง ชูโมเดลแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี  ยกระดับเส้นไหมไทย





Image
ad1

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน ณ กลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมบ้านโนนชัยศรี ต.โพธิ์ใหญ่ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด เป็นหนึ่งในกลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งโชว์ศักยภาพการยกระดับผ้าไหมไทยสู่เวทีระดับประเทศ ประจำปี 2569  

นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมบ้านโนนชัยศรี มีจุดเริ่มต้นจากการทำอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมระดับครัวเรือนในปี พ.ศ. 2542 มีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 10 ราย ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ร้อยเอ็ด ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และสาวไหมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกลุ่มสามารถยกระดับได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP หม่อนใบ) และรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมสำเร็จในปี พ.ศ. 2560 ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 82 ราย มีพื้นที่ปลูกหม่อนรวม 65 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่บ้านโนนชัยศรีและบ้านหนองแคน โดยมีการแบ่งสัดส่วนกิจกรรมของสมาชิกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มปลูกหม่อนเพื่อจำหน่ายใบ 62 ราย และกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อจำหน่ายเส้นไหม 20 ราย  

กรมหม่อนไหมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของกลุ่ม จึงได้สนับสนุนงบประมาณขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2564 ได้สนับสนุนงบประมาณ 3,000,000 บาท ผ่านโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและระบบการจัดการน้ำในแปลงหม่อน ทำให้ใบหม่อนมีคุณภาพดีและเหมาะสมต่อการเลี้ยงไหมอย่างมีประสิทธิภาพ และล่าสุดในปี พ.ศ. 2569 นี้ กรมหม่อนไหมได้ผลักดันงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการสร้างเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงไหมวัยอ่อนเพื่อผลิตไหมหัตถกรรม เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตรังไหม ควบคุมการแพร่กระจายเชื้อโรคโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน อีกทั้งยังช่วยลดเวลาและแรงงาน ทำให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรอบการเลี้ยงไหมให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น  และโครงการนำเทคโนโลยีการผลิตหม่อนไหมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในกลุ่มแปลงใหญ่เส้นไหมจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อขยายผลเทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการบริหารจัดการน้ำ 

นายศรัญญู กล่าว จุดเด่นที่สำคัญอีกประการของกลุ่มแปลงใหญ่บ้านโนนชัยศรี คือการปรับตัวเข้าสู่ยุคการตลาดออนไลน์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ภายใต้การนำของนายบุญเรือง รัตนโสภา ประธานกลุ่ม และนางสุวะภาพ หมื่นแสน ผู้นำกลุ่มผู้ผลิตเส้นไหมมาตรฐาน โดยทางกลุ่มได้ขับเคลื่อนการจำหน่ายเส้นไหมไทยสาวมือผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างเครือข่ายไปยังจังหวัดใกล้เคียงจนมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการยกระดับสินค้าจนได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตเส้นไหมไทยสาวมือ (มกษ.8000-2565 และ มกษ. 5900-2565) และติดเครื่องหมายรับรองคุณภาพ “Q” ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงตลอดทั้งปี  

“การพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ในวันนี้ กรมหม่อนไหมตั้งใจที่จะเผยแพร่ความสำเร็จของกลุ่มแปลงใหญ่หม่อนไหมบ้านโนนชัยศรี เพื่อให้เป็นศูนย์เรียนรู้และเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรกลุ่มอื่น ๆ ทั่วประเทศ ในการนำเทคโนโลยีและมาตรฐานผลิตภัณฑ์มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอัตลักษณ์พื้นบ้าน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มุ่งสู่ความยั่งยืนในอาชีพด้านหม่อนไหมของประเทศไทยต่อไป” นายศรัญญู กล่าว

นายศรัญญู กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้กรมหม่อนไหมยังได้นำสื่อมวลชนเข้าชม “งานประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ ประจำปี 2569” ณ หอโหวด 101 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งการจัดงานประกวดในปีนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญในการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติแก่เยาวชน บุคคล ชุมชน และหมู่บ้านต้นแบบ ที่สามารถรักษาวิถีการผลิตเส้นไหมและการทอผ้าไหมไทยให้คงอยู่คู่ชุมชนได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมทั้งเป็นเวทีนำเสนอผลงานด้านภูมิปัญญาและสร้างแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานที่ถูกต้องเกี่ยวกับลายผ้าไหมไทย ประวัติผ้าไหม ตลอดจนกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ไปจนถึงการแปรรูปและการดูแลรักษาผลิตภัณฑ์ 


สำหรับ ไฮไลต์สำคัญในปีนี้ มีการจัดการประกวดแข่งขันรวมทั้งสิ้น 34 ประเภท ประกอบด้วย การแข่งขันสาวเส้นไหม 6 ประเภท, การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน 27 ประเภท และสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม 1 ประเภท ซึ่งมีผลงานจากเยาวชน เกษตรกร และกลุ่มผู้ผลิตผ้าไหมจากศูนย์เครือข่ายทั่วประเทศ ส่งเข้าประกวดอย่างคึกคักรวมกว่า 800 ชิ้น ถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาคุณภาพสินค้าหม่อนไหมและการสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบใหม่ ๆ ให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและตรงใจตลาดผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตลาดผ้าไหมไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  

.