Loading...


ม.สงขลาปัตตานีต้านกอ.รมน.ดำเนินคดีนักวิชาการ










เมื่อวันที่ 9ต.ค.62 ดร. อันริฌา แสงชัย อาจารย์คณะมนุษย์ศาสตร์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี นายเอกรินทร์ ต่วนศิริ อาจารย์คณะรัฐศสาตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขคปัตตานี เป็นตัวแทนบุคลากรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี พร้อมด้วยตัวแทนแกนนำนักศึกษาเดินทางมาเพื่อพบปะกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี เพื่อยื่นใบแถลงการณ์ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) กรณี กอ.รมน. แจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116กับผู้เข้าร่วมเสวนาเวทีรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ได้แจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นแก่นักวิชาการ นักกิจกรรม และแกนนำพรรคฝ่ายค้าน อันเนื่องมาจากการเข้าร่วมการเสวนา “พลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่” ที่บริเวณลานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 นั้น เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) มีความกังวลต่อการดำเนินการของ กอ.รมน. ในกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง


Loading...

โดยมีพ.ต.อ.ญานพงษ์ อุบลบาน ผกก.สภ.เมือง จ.ปัตตานี พ.ต.ท.กิรติ ตรีวัน รองผกก.สภ.เมืองปัตตานี ลงมารับหนังสือบริเวณหน้า สภ.เมืองปัตตานีตัวเอง พร้อมเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าจะดำเนินทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ต้องตรวจดูหลักฐานข้อเท็จจริง เพราะทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ไม่ใช่ทุกคนนึกจะแจ้งความก็มาแจ้งความ

หลังจากคณะฯได้ยื่นคำแถลงการณ์เสร็จและได้สนทนากับพนักงานสอบสวน จึงได้แยกย้ายกลับผู้สื่อข่าวรายงานว่าตัวแทนบุคลากรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ฯพร้อมด้วยตัวแทนนักศึกษาฯมายื่นใบแถลงการณ์ให้กับพนักงานสอบสวน สภ.มืองปัตตานีวันนี้คณะฯได้มีการอ่านคำแถลงการณ์ข้อเรียกร้องสามข้อ บริเวณหน้าโรงพักสภ.เมืองปัตตานี ในระหว่างรอพนักงานสอบสวนลงมารับหนังสือแถลงการณ์ดังกล่าว ท่ามกลางสื่อมวลชนกำลังบันทึกภาพและทำข่าวนั้น ได้มีบุคคลอ้างชื่อตัวเองเป็นผู้กองปูเค็มมาก่อกวนในระหว่างการอ่านคำแถลงการณ์ของคณะฯ โดยพยายามแซกคำพูดบริเวณหน้าคณะที่กำลังอ่านคำแถลงอยู่เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง พร้อมกับนักวิชาการและบุคคลตามรายชื่อแนบท้ายจำนวน 268 คน จึงมีข้อเสนอต่อสถาบันในกระบวนการยุติธรรมและสังคมไทยอันเนื่องมาจากกรณีข้างต้นดังนี้



1. องค์กรชั้นต้นในกระบวนการยุติธรรม อันได้แก่พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ พึงแสดงความกล้าหาญและซื่อสัตย์ต่อหลักวิชาชีพด้วยการทำคดีนี้อย่างซื่อตรงและเป็นอิสระจากการชี้นำของผู้มีอำนาจ โดยยึดหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลอันได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญาตามมาตรา 116 โดยสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ตั้งแต่ในชั้นของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ เพื่อไม่ให้การฟ้องคดีเพื่อปิดปากประชาชนประสบผลสำเร็จ และเพื่อลดภาระของกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลในการพิจารณาคดีที่มีลักษณะการฟ้องคดีเพื่อปิดปากเช่นนี้

 

2. สถาบันการศึกษาทางนิติศาสตร์พึงนำกรณีนี้และกรณีอื่นๆ ที่มีลักษณะเป็นการนำกฎหมายปกติที่มีเจตนารมณ์คุ้มครองสังคมมาบิดเบือนในการสร้างความมั่นคงในอำนาจของผู้ปกครองและกำจัดฝ่ายที่เห็นต่าง ซึ่งเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 5 ปีภายใต้ระบอบการปกครองของ คสช. มาเป็นกรณีศึกษาในการเรียนการสอน เพื่อชี้ให้นักศึกษากฎหมายเห็นอันตรายจากการบิดเบือนกฎหมายเพื่อตอบสนองผู้มีอำนาจตามอำเภอใจ อันเป็นอุปสรรคที่ทำให้หลักนิติธรรมไม่อาจตั้งมั่นอยู่ได้ในสังคมไทย

 

3. สังคมไทยควรตระหนักถึงอันตรายจากการให้สถาบันทางทหารเข้ามาก้าวก่ายในกิจการพลเรือน โดยเฉพาะในพื้นที่ทางการเมืองซึ่งควรเปิดกว้างทางความคิดเห็นและปลอดจากความเกรงกลัวในผลกระทบใดๆ และช่วยกันผลักดันให้ทหารออกไปจากพื้นที่ของพลเรือน กลับไปปฏิบัติภารกิจหลักของตนดังเช่นทหารอาชีพในนานาอารยประเทศที่ยึดมั่นในหลักอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

หลังจากเสร็จภารกิจของคณะฯในการยื่นหนังสือแถลงการณ์ของคณะฯได้มีตัวแทนนักศึกษาได้เข้ามาพูดคุยอธิบายถึงเจตารมณ์ของการเดินทางมายื่นนั้นเป็นไปตามสิทธิหน้าที่พึงมีของพลเรือน แต่ก็ไม่สามารถยับหยั่นคำพูดเสียดสีพูดคำยาบของผู้กองปูเค็มได้ นักศึกษาจึงได้ท้าผู้กองปู รับไปร่วมกับเวทีแลดเปลี่ยนกับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี แต่ทางผู้กองเค็มยังไม่ยืนยันตอบรับกับการท้าแต่อย่างใด ขณะเดียวกันทางผู้กองปูเค็มได้มีการทำเฟสไลน์สดอีกด้วย

. ในกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง จึงขอแสดงความเห็นต่อสาธารณชนและเรียกร้องไปยังองค์กรที่เกี่ยวข้องรวมถึงสังคมไทยดังนี้

 

1. เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 เป็นรัฐธรรมนูญที่มิได้เกิดเจตจำนงอันเสรีของประชาชน หากแต่เป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจของบุคคลบางกลุ่ม ฉะนั้น เมื่อประเทศกลับเข้าสู่สภาวะปกติจึงย่อมมีการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้อยู่ในครรลองประชาธิปไตยมากขึ้น ในการนี้จึงควรเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกฝ่ายได้เสนอจินตนาการทางการเมืองของตน แม้อาจจะขัดกับระบบการเมืองที่ดำรงอยู่ เพราะมีแต่การให้เสรีภาพทางความคิดและเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงเท่านั้นที่จะสามารถสร้างฉันทามติในการอยู่ร่วมกันได้ และจะทำให้รัฐธรรมนูญมีสถานะเป็น “สัญญาประชาคม” อย่างแท้จริง

2. การอภิปรายเพื่อให้ได้มาซึ่งฉันทามติย่อมครอบคลุมทุกส่วนของรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การอภิปรายอยู่ในครรลองของการใช้เสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองแม้จะเป็นการใช้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็ตาม เพราะไม่มีหลักการใดสูงส่งกว่าหลักอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน นอกจากนี้ แม้จะเป็นบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญห้ามมิให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงก็สามารถหยิบยกมาอภิปรายได้ ตราบที่มิได้เป็นการกระทำอัน





Loading...

เรื่องน่าสนใจ


Loading...

เรื่องที่คุณอาจสนใจ