Loading...


ฝ่าพายุโพดุล ไปเรียนรู้วิถีผ้าย้อมครามแห่งเมืองสกลนคร










เรื่องและภาพ โดย denprayoon

ในวันพายุโพดุลยกพลขึ้นบกเข้ายึดพื้นที่ภาคอีสานอย่างเบ็ดเสร็จ ผมขับรถฝ่าสายฝนกระหน่ำหนัก พร้อมกับเพื่อนร่วมทางอีกสองชีวิตมุ่งหน้าจากอีสานตอนกลางสู่จังหวัดสกลนคร โดยมีจุดหมายปลายทางที่บ้านโนนเรือ ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม อันเป็นแหล่งทำผ้าย้อมครามที่ขึ้นชื่อของจังหวัดมานับสิบปี

รถกระบะผ่านเขาภูพานที่ฉ่ำน้ำฝนเต็มที่ หมอกขาวคลุมเหนือผิวถนนคดโค้ง แม้จะยากลำบากแต่เราก็เดินทางไปตามพิกัดที่กูเกิลแม็ปบอกเอาไว้จนถึงหมู่บ้าน และใช้กูเกิลปาก ถามชาวบ้านต่อไปยังบ้านของแม่วารี ไชยตะมาตย์

บ่ายนั้นอิทธิพลของสายฝนเล่นเอาพวกเราครั่นเนื้อครั่นตัว เช่นเดียวกับแม่วารีที่นอนห่มผ้าย้อมครามผืนใหญ่รอพวกเราอยู่ภายในบ้าน เราทักทายและสวัสดี แม่วารีในวัยหกสิบกว่า เป็นชาวภูไท สำเนียงอีสานภูไทจึงออกจะฟังยากสักหน่อยสำหรับคนไม่คุ้นชิ้น แม่วารีเล่าสั้นๆ ถึงการทำผ้าย้อมครามธรรมชาติให้ฟังว่า ตัวแม่ใหญ่เองรับช่วงต่อจากพ่อแม่ เรียนรู้ตั้งแต่การปลูกต้นคราม การสกัดเนื้อคราม เลี้ยงและขยายหม้อครามที่สืบทอดเชื้อครามมาร่วมสามสิบถึงสี่สิบปี กระทั่งออกแบบลายผ้าก่อนลงมือขยำย้อมผ้าด้วยตนเอง


Loading...

จากนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลาแม่วารีก็ลุกพาเดินไปดูหม้อคราม ชี้ให้ดูว่าหม้อไหนที่เลี้ยงมาตั้งแต่สมัยพ่อแม่ แล้วสาธิตการเลี้ยงคราม ซึ่งมีส่วนผสมสำคัญคือ เนื้อครามที่สกัดจากใบที่มีอายุ 3-4 เดือน, น้ำด่าง (ทำจากถ่านขี้เถ้าจากไม้หลายชนิด, เหล้าโรง, มะขามเปียก (หรือน้ำซาวข้าว) และปูนแดงละลายกับน้ำ เมื่อใส่ทุกอย่างลงไปในน้ำตามสัดส่วนแล้วก็ทำการโจกน้ำ คือตักน้ำแล้วเทให้ทำปฏิกิริยากับอากาศ การโจกน้ำต้องทำทุกวัน ส่วนการเลี้ยงนั้น สามถึงสี่วันให้ใส่ส่วนผสมหนึ่งครั้ง

 

 

 

หลังจากสาธิตการเลี้ยงครามแล้ว แม่วารีก็พาเข้าสู่ขั้นตอนการมัดลายผ้าเบื้องต้น พร้อมกับสอนวิธีการนำผ้าขาวลงย้อมในถังครามอย่างขึงขัง ราวกับอาการที่คล้ายจะเป็นไข้ในก่อนหน้าหายไปแล้วเป็นปลิดทิ้ง

 

 

 

การย้อมผ้าครามแบบธรรมชาตินั้นใช้เวลามากกว่าวิธีการทางเคมี แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่า โดยวิธีธรรมชาตินั้นย่อมต้องดีกว่าการใช้เคมีอย่างลิบลับ แต่ก็ต้องแลกด้วยขั้นตอนการย้อมที่ละเอียดและซับซ้อนมากกว่าการย้อมแบบเคมี ต้องย้อมซ้ำๆ หลายครั้ง ทำให้เปลืองพลังงาน คนย้อมเหนื่อยมากขึ้น และเปลืองเนื้อครามรวมทั้งน้ำสะอาดที่ต้องล้างด้วย แต่ธรรมชาติของครามก็จะให้สีที่นวลตากว่า นำไปใช้ได้อย่างสบายใจ ไม่เป็นพิษต่อผิวหนังสำหรับคนที่แพ้พวกเคมีอีกด้วย ซึ่งแม่ใหญ่วารียังบอกด้วยว่า ผ้าย้อมครามจะช่วยให้เย็นสบายในหน้าร้อน แต่ถ้าหน้าหนาว ใส่ผ้าครามก็จะอบอุ่นอย่างประหลาด.. นับเป็นคุณสมบัติพิเศษของผ้าครามธรรมชาติจริงๆ



ฝนยังรินสายบางๆ แต่แม่วารีและลูกๆ หลานๆ ในบ้านยังคงขยันถ่ายทอดเรื่องราวของการทำผ้าย้อมครามอย่างไม่เหนื่อยล้า พวกเขามีความชำนาญในทุกขั้นตอน กระทั่งรวมกลุ่มกันในหมู่บ้าน สร้างผลิตภัณฑ์จากผ้าครามเป็นสินค้าขึ้นชื่อที่เลื่องลือไปทั้งสิบทิศในเรื่องความประณีตและที่มาจากธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งชนะการประกวดงานฝีมือในระดับชาติมาแล้วมากมายหลายเวที ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนมาจากภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนที่ถ่ายทอดมาสู่แม่ใหญ่วารี ไชยตะมาตย์ แห่งบ้านโนนเรือ ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร ดินแดนแห่งผ้าย้อมครามธรรมชาติแห่งนี้นั่นเอง

 

..................................

 

 

 

สนใจเรียนรู้วิถีผ้าย้อมครามธรรมชาติติดต่อที่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านโนนเรือสามัคคี (โฮมครามวารี)

 

107 โนนเรือ หมู่ 3 ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร 47220

ติดต่อ : แม่วารี ไชยตะมาตย์ โทร.08 7232 9016, คุณประนอม ไชยตะมาตย์ โทร.08 7232 9016

 

 





Loading...

เรื่องน่าสนใจ


Loading...

เรื่องที่คุณอาจสนใจ