Loading...


ชี้ไทยมีความพร้อมเป็นฮับ Medical & Health-Tech ของเอเชีย










"นพ.กฤษณ์"  ชี้ไทยมีความพร้อมเป็นฮับ Medical & Health-Tech ของเอเชีย โดยชูจุดเด่น สมุนไพรไทย สปาแพทย์แผนไทย ศัลยกรรมเสริมสวย และ เทคโนโลยีที่ทันสมัย การให้บริการคุณภาพ แต่ราคาไม่แพง แข่งสูง เกาหลี จีน หรือ สหรัฐฯได้สบาย 

 

นพ.กฤษณ์ พงศ์พิรุฬห์ ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (TRC-HS)กล่าวในงาน STARTUP THAILAND 2019 ระหว่าง วันที่ 23-27 กรกฎาคม นี้ ในหัวข้อ "Medical & Health-Tech"ว่าแนวโน้ม ประเทศไทยมีความพร้อมและศักยภาพสูงมากที่จะเป็นศูนย์กลาง Medical & Health-Tech ของโลกหรือของเอเชีย เนื่องจากความหลากหลายพืชสมุนไพร การให้บริการสปาแพทย์แผนไทย ศัลยกรรมทางการแพทย์ และ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งการให้บริการของประเทศไทยมีทั้งคุณภาพและราคาที่ไม่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น เกาหลี จีน หรือ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ดังนี้จึงควรส่งเสริมจุดขายเหล่านี้ให้ต่างประเทศได้รับรู้ ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อสร้างความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าถึงบริการในยุคดิจิทัล 

 

นพ.กฤษณ์ กล่าวว่าการนำเทคโนโลยี Medical Tech มาใช้ทางการแพทย์นับเป็นสื่งสำคัญแต่ไม่ได้เป็นการนำเทคโนโลยี หรือ ดิจิทัลมาทดแทน คน หรือ แพทย์  เช่น โปรแกรมการเอ็กซ์เรย์ ที่จะนำมาช่วยแพทย์และพยาบาลเพื่อเป็นตัวช่วยในการรักษาหรือวินิจฉัยโรคแก่ผู้ป่วย เพราะปัจจุบันพบว่าประชากรไทยเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ทั่วถึง ขณะที่จำนวนแพทย์และพยาบาลหรือโรงพยาบาลยังไม่อาจตอบสนองได้เต็มที จึงจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้วย ตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชัน การให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย เพราะโรคบางโรคไม่จำเป็นต้องเดินทางไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล สามารถสื่อสารผ่านแอพพลิเคชัน กับแพทย์ ให้เข้ามาตอบคำถาม คล้ายๆการให้คำปรึกษา เช่น โรคเครียด ที่ไม่จำเป็นต้องให้แพทย์วินิจฉัย หรือ ต้องรับประทานยา ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาล หรือ ภาระการเดินทางของผู้ป่วย ผ่านการพูดคุยด้วย วีดีโอคอล หรือ การส่งข้อความ ซึ่งแพทย์อาจจะเรียกเก็บ หรือ ไม่เรียกเก็บค่าคำปรึกษาก็ได้ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างแพทย์และผู้รับบริการ 

 

"การรักษาพยาบาลไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลทุกครั้งไป เพื่อให้แพทย์ตรวจ หรือ ต้องไปรับยา เพราะโรคบางอย่างหายได้ด้วยการพูดคุย นี่ถือเป็นผลดีจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในทางการแพทย์" 

 

นพ.กฤษณ์ กล่าวอีกว่าจุดเด่นและจุดขายสำคัญในทางการแพทย์ของไทย คือ "สมุนไพร" ดังนั้นจึงควรนำเทคโนโลยีเข้ามาเก็บรวบรวมข้อมูล เพราะสมุนไพรบางชนิดสามารถใช้รักษาโรคบางประเภทได้ แต่ข้อจำกัด คือ การวิจัยพืชสมุนไพรบางชนิดอาจต้องใช้เวลา โดยเฉพาะสมุนไพรตำรับ กับ สมุนไพร เดียว จึงควรนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการใช้พืชสมุนไพร เพราะพืชสมุนไพรบางชนิดใช้วิธีการบอกต่อแต่ไม่มีงานวิจัยรองรับถึงผลทางการแพทย์ เช่น กัญชา ที่มีการถกเถียงกันถึงประเด็น กัญชาสามารถรักษาโรคใดจริงๆได้บ้าง 

 

อย่างไรก็ตามประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องสร้าง Data ของสมุนไพร เช่น การจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้ หรือ ผู้ป่วยใช้สมุนไพรแล้วมีผลต่อร่างกายอย่างไรกับสมุนไพรประจำถิ่นที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่ หรือ ประวัติการใช้ยาย้อนหลังทั้งพืชสนุนไพร หรือ ยาแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นต้น ซึ่งจำเป็นต้องให้สถาบันการศึกษาเข้ามาร่วม  

 

นพ.กฤษณ์ กล่าวว่าอีกจุดขายด้านการแพทย์ของไทย คือ สปา ที่สามารถนำมาผนวกกับแพทย์แผนไทย ถือเป็นจุดขาดด้านการแพทย์และการท่องเที่ยว ดังนั้นต้องมีการจัดทำข้อมูลตั้งแต่ผู้ประกอบการ สถานที่การให้บริการ อาหาร หรือแม้แต่ชุดพนักงานสปาของทั้งประเทศเป็นอย่างไร จากนั้นนำข้อมูลเหล่านี้ไปใส่ใน แพลตฟอร์มทางออนไลน์ ของต่างประเทศ เพื่อให้เป็นข้อมูลประกอบในการมาประเทศไทยว่าถ้าต้องการบริการสปา ถือเป็นการสร้าง Network ให้กับธุรกิจสปา ดังนั้นจึงอยากสนับสนุนให้สถาบันการศึกษาทีในแต่ละมหาวิทยาลัยมีคณะหรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง อาทิ วิศวกรรม ภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ การตลาด มาร่วมกันจัดทำฐานข้อมูล เช่น มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ 


Loading...







Loading...

เรื่องน่าสนใจ


Loading...

เรื่องที่คุณอาจสนใจ