Loading...


“ลิบรา” โซเซียลแบงกิ้ง ยุคเงินดิจิทัลครองโลก










“ลิบรา” โซเซียลแบงกิ้ง เงินดิจิทัลครองโลก 3 ทางรอด รัฐบาล แบงก์ชาติ หรือ ธนาคารยุคเก่า คือ “เข้าไปร่วม” ใน “สภาลิบรา” สร้างเงินดิจิทัลของตัวเอง หรือ จุดจบแบบ “สมุดหน้าเหลือง” ชี้ “ลิบรา” จะครองโลก แค่คลิกบนมือถือส่ง “สติกเกอร์” ถอน โอน ได้ 24 ชั่วโมง ปราศจากดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม แม้โอนข้ามทวีปปราศจากปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน การันตีระบบ “บล็อก เชน” ปลอดภัยไม่โดนแฮกค์ ยืนยันตัวตนผ่านบัญชี เฟสบุ๊ก “ลิบรา” จะกลายเป็นแบงก์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนธนาคารแบบเก่าจะหายไป เหมือน “สมุดหน้าเหลือง” ที่ไม่มีใครใช้อีกแล้ว

 

 

ทันทีที่ "มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก" เจ้าของเฟซบุ๊ก เปิดตัว Libra Cryptocurrency เตรียมออกเงินดิจิทัล Libra "ลิบรา" และ กระเป๋าเงิน Calibra "คาลิบรา" ใช้จริงในปี 2563 สร้างแรงสั่นสะเทือนราว "สึนามิ" ถล่มระบบการเงินยุค "กระดาษ” ที่ใช้กันอยู่ในในปัจจุบัน รัฐบาล หรือ ธนาคารกลางของแต่ละประเทศต่างหวาดผวา เพราะอาจต้องสูญเสีย "อำนาจอธิปไตยทางการเงิน” ไปอยู่ใต้อาณัติ “เฟซบุ๊ก” เพราะอย่าลืมว่า ผู้ใช้เฟซบุ๊กทั่วโลกราวๆ 2.4 พันล้านบัญชี จากประชากรโลกกว่า 7 พันล้านคน คิดเป็นกว่า 30% หรือ 1 ใน 3 ของประชากรโลก ต่างจับตามองว่า "ลิบรา" จะกลายเป็นระบบการเงินใหม่ของโลกหรือไม่?

 

ทาง “สถาบันเศรษฐศาสตร์” มหาวิทยาลัยรังสิต จึงจัดบรรยายพิเศษ เรื่อง Libra สกุลเงินเปลี่ยนโลกสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดย “จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินดิจิทัล มาให้ความรู้ว่าในปีหน้า หากมีการใช้เงิน “ลิบรา” จริงโลกทางการเงินจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

 

คุณจิรายุส กล่าวว่า เงินดิจิทัลเกิดขึ้นมานานแล้วนั้น คือ “บิทคอยน์” เมื่อปี 2008 ระบบเงินดิจิทัลตัวแรก ที่ไม่มีรัฐบาลใด แบงก์ชาติใด หรือแม้แต่ธนาคารใดธนาคารหนึ่งจะสามารถเข้าไปเป็นเจ้าของ หรือ ควบคุมได้ แต่ “ผู้ควบคุม” คือ สมาชิกจากทั่วโลกที่เข้าไปขุดบิทคอยน์ โดยมีระบบเทคโนโลยี “บล็อก เชน” สนับสนุนจนกลายเป็น เงินดิจิทัลโลก ที่ทุกคนบนโลกเข้าไปใช้ได้ ดังนั้น “บิทคอยน์” กับ “ลิบรา” ไม่ต่างกันตรงเป็น เงินดิจิทัลโลกที่ใช้ระบบ "บล็อคเชน" เหมือนกัน แต่ต่างกันตรง “ลิบรา” มีเสถียรภาพมากกว่า คือ ราคาไม่ขึ้นลงตามการเก็งกำไร แต่จะมีทรัพยสินแท้จริง หรือ สกุลเงินจริงๆ เช่น ดอล์ล่าสหรัฐฯ มาเก็บไว้ในสถาบันการเงินเช่นหากมีเงินดิจิทัล 100 ล้านลิบรา ต้องมีเงิน 100 ล้านดอล์ล่าสหรัฐฯ อยู่ในธนาคารจริงๆด้วย

 

“ลิบรา” ไม่ใช่ของ “เฟสบุ๊ก” อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่ “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก”เป็นเพียงผู้ริเริ่ม โดยมี "สมาคมลิบรา" หรือ Libra Association ที่เข้ามาร่วมลงขันรายละ 100 ล้านดอล์ล่าสหรัฐฯ รวม 290 ล้านดอล์ล่าสหรัฐฯ จาก 29 บริษัท จดทะเบียนในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องกฎหมายทางการเงินเสรีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ดังนั้นระบบการเงินในอนาคตไม่ได้อยู่กับสถาบันการเงิน หรือ ซีอีโอของธนาคารใดธนาคารหนึ่ง การโอนถ่ายเงินระหว่างประเทศจะทำได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ระยะทางข้ามทวีปไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรค ค่าธรรมเนียมต่างๆ หรือ ความจำเป็นต้องมี “บัญชีธนาคาร” ไร้ความหมาย เพราะสามารถ “ยืนยันตัวตน” บน เฟสบุ๊กได้ กลายเป็นว่า “สมุด หรือ บัญชีธนาคาร” ที่เคยเป็นกำแพงขวางกันจะสลายหายไป


Loading...

จิรายุส กล่าวว่า “ลิบรา” เงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ทำให้การทำธุรกรรมง่ายๆเพียงปลายนิ้วโป้งสัมผัสบน “สมาร์ทโฟน” ง่ายดายเหมือนคลิกส่ง “สติกเกอร์” หาเพื่อนบน “ไลน์” หรือ “เฟสบุ๊ก” ดังที่ วีแชท หรือ Wechat โซเซียลมิเดียยอดนิยมของประเทศจีนได้ทำและล้ำหน้าไปก่อนแล้ว ความยุ่งยากที่เคยเจออย่างเช่น อัตราดอกเบี้ยของ “บัตรเครดิต” หรือ “บัตรเอทีเอ็ม” ที่ต้องถือถุงเงินเดินทางไปเปิดบัญชีธนาคารที่สาขา หรือ ต้องเดินไปกดเงินสดที่ตู้เอทีเอ็ม แต่เงินดิจิทัลเพียง “ยืนยันตัวตน” บน “แพลตฟอร์ม” ของ “ลิบรา” ก็สามารถสั่งจ่ายซื้อของได้ โดยปราศจากปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนด้วยซ้ำ

 

สำหรับความปลอดภัยทางไซเบอร์ “ลิบรา” ใช้ระบบ Block chain ที่การันตีได้ว่า ไม่มีทาง “โดนแฮกค์” อย่างแน่นอน ที่สำคัญ “ลิบรา” ไม่ใช่บริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นเจ้าของอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจว่า “เฟสบุ๊ก” เป็นเจ้าของ แต่มีอีก 29 บริษัทเข้ามาลงขันหรือถือหุ้น ล้วนเป็นบริษัทมหาอำนาจทางเทคโนโลยี หรือ Digital Company อาทิ ebay , payPal , Mastercard , VISA , UEER ฯลฯ แต่ละบริษัทยักษ์มีเครือข่ายผู้ใช้บริการนับร้อยล้านคน ใช้ระบบโหวตเหมือนในสภา ดังนั้นไม่มีใครผูกขาด “ลิบรา” ได้

 

“ลิบรา ต่างกับ บิทคอยน์ ตรงที่ ลิบรา มีความเสถียรภาพกว่า เนื่องจากมีเงินสกุลต่างประเทศของชาติสมาชิกเข้ามาสนับสนุน เพื่อรับประกันว่าเงินทุก ลิบรา มีเงินดอลล่า หรือ เงินจริงๆ ค้ำประกันแบบ 1 ต่อ 1 จากกลุ่มสมาชิกในสภาฝากไว้ในธนาคารจริงๆ”

 

จิรายุส กล่าวว่า เงินดิจิทัลจุดเริ่มต้นไม่ได้เกิดจาก “เฟสบุ๊ก” ที่ให้กำเนิดเงินดิจิทัล เพราะก่อนหน้านี้ประเทศจีน โดย Wechat และ Ali Pay ได้นำหน้าไปก่อนหน้านี้แล้ว ที่เรียกกันว่า “โซเซียล แบงก์กิ้ง” การซื้อขายแลกเปลี่ยน หรือ ธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดผ่าน “โซเซียลมิเดีย” คือ Wechat หรือ Alipay ของ “เจ๊ก หม่า” ประธานกรรม อาลีบาบา กรุ๊ป ที่คนจีนกว่า 1,400 ล้านคนใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เพียงสแกน “คิวอาร์โค้ด” โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ระยะเวลา หรือ ระยะทางไม่ใช่อุปสรรค ดังนั้นธุรกิจทางการเงินรูปแบบใหม่ “โซเซียล แบงกิ้ง” ของ “ลิบรา” กำลังเดินตามรอย Wechat และ Alipay ดังนั้นจึงเห็นปรากฎการณ์การเอาตัวรอดของ ธนาคารยักษ์ใหญ่หลายแห่งพยายามไปจับมือกับ บริษัทยักษ์ใหญ่โซเซียลมิเดีย อย่างเช่น “ไลน์” หรือ Wechat และ Alipay เหมือนที่จังหวัดเชียงใหม่ หากร้านค้าใดไม่มี “คิวอาร์โค้ด” ของ Wechat และ Alipay ร้านนั้น นักท่องเที่ยวชาวจีนจะไม่เข้าร้าน ดังนั้นร้านค้าต่างๆจึงต่างพากันเข้าระบบการเงินดิจิทัลของ Wechat และ Alipay นี่จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ “ลิบรา” ไม่ได้ดึงเงิน “สกุลหยวน” ของจีน เข้ามา เพราะทั้ง Wechat และ Alipay ต่างคือ คู่แข่งระบบการเงินดิจิทัลของ “ลิบรา” นั้นเอง

 

“ระบบการเงินในระบบเก่า ถูกควบคุมโดย คนเพียงไม่กี่คน คือ ซีอีโอธนาคาร รัฐบาล หรือ ธนาคารชาติ เป็นเจ้าของ แต่ระบบเงินดิจิทัลยุคใหม่ ทุกคนเป็นเจ้าของได้ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร ดังนั้นทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมาสร้างแพลตฟอร์มบนลิบรา ดั่งเช่น สตีฟ จ็อบ สร้าง ไอโฟน ขึ้นมาแล้ว "มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก" ก็มาสร้าง เฟสบุ๊ค แพลตฟอร์มให้คนที่ใช้ ไอโฟน ได้สื่อสารกัน ไม่ต้องไปส่งโทรเลข เขียนจดหมาย หรือ โฆษณาขายสินค้าต้องไปจ่ายเงินให้ หนังสือพิมพ์ หรือ ทีวีอีกต่อไป จะโฆษณาขายสินค้าอะไรมาลงที่เฟสบุ๊กได้ทันที”

 

คำถาม คือ “เฟสบุ๊ก” จะได้กำไรจากอะไร? เช่นเดียวกับ สร้างสะพานลอยให้คนเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า คนสร้างสะพานลอยได้อะไร อย่าลืมว่าวันนี้มีประชากรทั่วโลกมี “สมาร์ทโฟ” เปรียบได้กับ “ห้างสรรพสินค้า” ส่วน “เฟสบุ๊ก” คือ “สะพานลอย” เดินเข้าห้างสรรพสินค้านั้นเอง สิ่งที่จะได้ คือ “Effect Network” จากเครือข่ายผู้ใช้มือถือที่เปิดบัญชีใช้ “เฟสบุ๊ก” จะเข้ามา “เปิดบัญชี” การเงินของ “ลิบรา” เพราะยังมีคนอีกนับพันล้านคนที่ไม่อาจเข้าถึง “บัญชีธนาคาร” โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่น ประเทศฟิลิปินส์ หรือ อัฟาริกา ที่ประชากรส่วนใหญ่มีมือถือ แต่ไม่มี “บัญชีธนาคาร” เพราะไม่มีเครดิต ต้องไปกู้เงินนอกระบบ หรือ การกู้ยืมเงิน และ ฝากถอนเงินระหว่างประเทศค่าธรรมเนียมสูงมาก ราวๆ 7% ระยะทางเป็นอุปสรรคด้านเงินค่าธรรมเนียม หรือ ระยะเวลาในการฝาก ถอน ต้องตามเวลา ปิด - เปิดธนาคาร ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ การขึ้นเช็ค นำเช็คเข้าธนาคารวันนี้ รออีก 2-3 วันจึงจะถอนเงินได้ ขณะที่ประชากรเหล่านี้ต่างมี สมาร์ทโฟน ซึ่งคือ บัญชีธนาคาร โดยอัตโนมัติ ดังนั้น สมาร์ทโฟน ไม่ต่างจาก ถนน หรือ ระบบไฟฟ้า โดย ลิบรา คือ ระบบปฏิบัติการโอเพ่นซอร์ส หรือ ซอฟต์แวร์ ที่สามารถให้ทุกคนบนโลกเข้ามาสร้าง แพลตฟอร์ม ได้ เช่นเดียวกับ ที่ สตีฟ จ็อบ ทำ คือ ไอโฟน โดยที่ เฟสบุ๊ก เข้ามาสร้างระบบให้ คนใช้ไอโฟน สื่อสารถึงกันได้ บน เฟสบุ๊ก ไม่ต้องส่งโทรเลข เขียนจดหมาย หรือ ส่งอีเมล์หากันอีกต่อไป จนวันนี้ “เฟสบุ๊ก” กลายเป็นพื้นที่ชุมชนขนาดใหญ่เกิดการซื้อขายออนไลน์ จากที่ต้อง โอนเงินผ่านธนาคาร จ่ายผ่านบัตรเครดิตการ์ดถูกหักค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย หรือ หากต้องการโอนเงินไปต่างประเทศต้องเสียค่าแปล ทั้งหมดจะหายไป ด้วยระบบเงินดิจิทัล ที่จะเข้ามาแทนที่ ดังที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศจีน เพราะเป็นระบบการให้บริการการเงินที่ดีกว่าถนนเส้นเดิม ที่ติดขัดและยุ่งยาก นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น

 

สิ่งที่ทาง รัฐบาล หรือ สถาบันการเงินปัจจุบันกลัว คือ ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ที่มีเม็ดเงินมหาศาลจะหายไป รวมถึง “ภาษีทางอ้อม” ที่รัฐบาลจะได้รับย่อมสูญไปด้วย จึงเกิดแรงต้าน เพราะ “ไลน์” มีผู้ใช้กว่า 40 ล้านคน ดังนั้นในอนาคต “ไลน์เพย์” จะกลายเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุด ถ้า “ไลน์” กับ “ลิบรา” จับมือกัน ส่ง “สติกเกอร์” หากันมาส่งเงินแทน ดังนั้นคนที่อยู่ห่างกันแค่ 100 เมตร หรือ ข้ามทวีป จะไม่มีปัญหา เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ดังนั้น “ทางรอด” ของรัฐบาล แบงก์ชาติ หรือ สถาบันการเงินยุคเดิม คือ ต้อง “เข้าไปร่วม” ในสภา ลิบรา หรือ จะสร้างเงินดิจิทัลของตัวเอง แต่สิ่งที่จะพ่ายแพ้ คือ Effect Network ของ “เฟสบุ๊ก” และพันธมิตร 29 บริษัทยักษ์ใหญ่ดิจิทัล และ

 

จิรยุส กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีแรงต้านจากผู้เสียผลประโยชน์ เพราะ ลิบรา คือ ทางเลือกใหม่ทางการเงิน ดังเช่น สมุดหน้าเหลือง กับ วิกิมิเดีย หรือ มือถือ โนเกีย 3310 ซีอีโอ คิดเพียงว่าจะทำอย่างไรให้โทรออก ฟังวิทยุ และ เล่นเกมงูได้ แต่ “สตีฟ จ็อบ” กลับคิดระบบ “โอเพ่นซอร์ส” ให้คนทั่วโลกมาช่วยคิดว่าใน “ไอโฟน” ควรมีอะไรบ้าง เช่น Google คิด ยูทูป หรือ Netflix ดูซีรี่ย์แบบไม่ต้องรอเป็นอาทิตย์ หรือฟังเพลงได้บนมือถือตามที่ต้องการ ดังเช่นระบบการเงินที่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไป นี่อาจเป็นจุดจบแบบเดียวกับ “สมุดหน้าเหลือง” หรือ “โนเกีย 3310” สิ่งที่ทำได้ ณ เวลานี้ คือ ชะลอ เพราะวันนี้ “ลิบรา” จาก “สระน้ำ” ของระบบเงินดิจิทัล กำลังกลายเป็น “มหาสมุทร” ที่คนทั่วโลกกำลังเข้าไปใช้

 

20 ปีก่อน บรรณาธิการสื่อ มีเงิน มีคอนเน็คชั่น มีอิทธิพล คุมทุกช่องทางการสื่อสาร คือ ถนนเส้นเก่าที่เราเคยเดิน แต่เมื่อมีถนนเส้นใหม่ คือ ไอโฟน ทุกคนจึงต่าง สร้างตึกตลอดถนนเส้นใหม่ เช่น อะเมซอน เฟสบุ๊ก อูเบอ เช่นเดียวกับ โกดัง ทำไมไม่คิดทำแบบ อินสตราแกรม หรือ ทำไม หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ถึงไม่ทำแบบ เฟสบุ๊ก หรือ โรงแรมมาริออท ทำไมไม่ทำแบบ Airbnb”

 

ดังนั้น “ลิบรา” คือ “โซเซียลแบงก์กิ้ง” ทางมือถือการให้บริการจะแซงหน้า ธนาคารแบบเก่า เด็กยุคใหม่จะไม่รอเขียนเชค หรือ ไปสาขา ทุกอย่างจะพูดคุยผ่านทาง “เฟสบุ๊ก” ที่สำคัญระบบเดิมของธนาคารธรรมดาทั่วไปไม่อาจรองรับการโอนเงิน หรือ ลูกค้าที่มีจำนวนมหาศาลได้ ดังที่ Alipay ทำได้เพียงวันเดียวโอนเงินให้คนจีน 1.3 พันล้านคนจากกลยุทธการตลาด “อังเป่า อิเล็กทรอนิกส์” ผ่านแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน Alipay และ Wechat ดังนั้น ลิบรา หรือ วีแชท และ อาลีเพย์ จะกลายเป็นแบงก์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในอนาคต และ ธนาคารเก่าจะหายไป

 

จิรายุส กล่าวปิดท้ายว่าดังนั้นมหาวิทยาลัยรังสิต จำเป็นต้องมีการปรับตัว ด้วยการเปิดสาขา Fin Tech , Block Chain และ Big Data ให้เด็กยุคใหม่มาเรียนเพราะมหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนให้ทันโลก การเรียนเศรษฐศาสตร์ หรือ ความรู้ทางการเงินแบบเดิมต้องเรียนต่อไป แต่ต้องมี “วิชาเสริม” เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่มีทักษะตอบสนองกับตลาดการเงินดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนไป

 






ประเด็นที่เกี่ยวข้อง : มหาวิทยาลัยรังสิต  

Loading...

เรื่องน่าสนใจ


Loading...

เรื่องที่คุณอาจสนใจ