Loading...


กระเทาะต้นตอปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาในภาคอุตสาหกรรม











เผยแพร่:19 พ.ย.2563

กระเทาะต้นตอปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาในภาคอุตสาหกรรม พ่อแม่ “ติดกับดักค่าจ้าง” ทนยืนขาแข็งจนเส้นเลือดขอดทำงานในโรงงาน 14 ชม./วัน ห้าม!ป่วย ขาด ลา สาย เพื่อ โอที - เบี้ยขยัน วันละไม่กี่ร้อยบาท มาหาเลี้ยงครอบครัวจนไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ลูก

สภาพการดำรงชีวิตของครอบครัวผู้ใช้แรงงาน เด็กและเยาวชนในนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีล้วนเป็นประชากรแฝงที่อพยพมาจากภาคชนบทเป็นส่วนใหญ่ คือ ย้ายถิ่นฐานมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เข้าสู่ภาวะจ้างงานในโรงงานอุตสาหกรรมเพราะสภาวะทางเศรษฐกิจอันเกิดจากปัญหาความยากจนในครอบครัวบีบคั้น ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ระดับการศึกษาค่อนข้างต่ำตั้งแต่ระดับประถมศึกษา – มัธยมศึกษา ทั้งยังเข้าสู่สถานะการเป็นลูกจ้างหรือผู้ใช้แรงงานในช่วงอายุยังน้อยเฉลี่ย 18 – 25 ปี จึงทำให้ผู้ใช้แรงงานทั้งหญิงหรือชายเข้าสู่ภาวะเจริญพันธุ์เร็ว กล่าวคือ มีบุตรก่อนวัยอันควร จึงไม่อาจมีทุนทรัพย์พอที่จะเลี้ยงดูหรือให้การศึกษาแก่บุตรตัวเหมาะสม ด้วยคุณวุฒิการศึกษาค่อนข้างต่ำและวัยวุฒิยังน้อยจึงทำให้เกิดปัญหาครอบครัวสูงในกลุ่มผู้ใช้แรงงานจากการขาดโอกาสทางการศึกษาย่อมส่งผลให้การเลือกการประกอบอาชีพที่มีรายได้สูงจึงมีข้อจำกัด

ผู้ใช้แรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมแบ่งได้หลายประเภทแต่ละประเภท สภาพการจ้างงานและสภาพการดำรงชีวิตแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก แรงงานส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง เพราะลักษณะงานไม่สามารถใช้หุ่นยนต์หรือเทคโนโลยีทันสมัยทดแทนได้ สภาพการจ้างงานจึงมีแรงกดดันสูงทั้งอัตราค่าจ้างและสภาพงานหนักส่งผลกระทบต่อสุขภาพตามมา 

ตัวอย่างเช่น โรงงานแปรรูปอาหารแช่งแข็ง (กุ้ง ไก่) มีการใช้งแรงงานคนมากว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานผู้หญิง เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้ความประณีตและอดทนต่อชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกินกว่าวันละ 12 ชั่วโมง ทำให้ทั้งสภาพการดำรงชีวิตยากลำบาก เพราะจากสภาพการจ้างงานส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ “ค่าแรงขั้นต่ำ” ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้านรายได้ที่ยั่งยืน เพราะรายได้ที่หล่อเลี้ยงชีวิตครอบครัว “ติดกับดัก” หรือ ขึ้น - ลง อยู่กับ 1.ค่าแรงขั้นต่ำ 2.ค่าล่วงเวลา (โอที) 3.โบนัสประจำปี และ 4.เบี้ยขยัน โดยผู้ใช้แรงงานต้องอดทนทำงานเฉลี่ยอย่างน้อยต้องวันละ 12-14 ชั่วโมงต่อวันถึงจะมีรายได้พอจุนเจือครอบครัว กล่าวคือ ต้องทำงานตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. หลังจากนั้นเข้าสู่ชั่วโมงทำงานล่วงเวลา (โอที) เฉลี่ย 3 – 4 ชั่วโมงต่อวันกว่าจะกลับถึงบ้านหลังเวลา 22.00 น.ขึ้นไป 

สภาพการจ้างงานในพื้นที่ ประกอบด้วย 4 เงื่อนไขที่จะได้มาซึ่งรายได้พอหาเลี้ยงครอบครัว อันประกอบด้วย 1.ค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นไปตามประกาศกระทรวงแรงงานกำหนด  2.ค่าล่วงเวลา (โอที) อัตราการพิจารณาประกอบด้วย ค่าจ้างขั้นต่ำ หารด้วย 8 (ชั่วโมงทำงาน 1 วัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00น. พัก 1 ชม.) และคูณด้วย 1.5 (1.5 เท่าของค่าแรงต่อวัน) จะได้โอทีต่อชั่วโมงที่ผู้ใช้แรงงานได้รับ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่า ค่าแรงขั้นต่ำ ณ ปัจจุบัน 318 บาท หาร 8 (ชั่วโมง) และ คูณด้วย 1.5 เท่ากับ จะได้โอที 57 บาทต่อชั่วโมง หากใน 1 วัน ผู้ใช้แรงงานทำโอที 4 ชั่วโมง จะได้รับค่าจ้าง  228 บาท บวกค่าแรงขั้นต่ำ 318 บาทต่อ เท่ากับว่า 1 วันทำงานได้รับค่าจ้างวันละ  546 บาท โดยต้องทำงานถึง 14 ชั่วโมงต่อวันเป็นอย่างน้อย 3.โบนัส นับเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอนแต่อย่างใด เพราะจะได้รับขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวม , ผลประกอบการของโรงงานหรือบริษัท , ข้อเรียกร้องจากการเจรจาต่อรองระหว่างสหภาพแรงงานกับเจ้าของสถานประกอบกิจการ รวมถึง ผลงานจากการทำงานที่นับจาก “วัน” ไม่ป่วย ไม่สาย ไม่ขาด และ ไม่ลา มากน้อยเพียงใดต่อปี  และ 4.เบี้ยขยัน กล่าวคือ หากลูกจ้างทำงานโดยไม่ ป่วย สาย ขาด หรือ ลา ตั้งแต่วันจันทร์ - เสาร์ ตลอดทั้งเดือน 4 สัปดาห์จะได้รับ เบี้ยขยัน เป็นรางวัลปลอบใจในความขยันโดยโรงงานจะให้เป็นค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มให้ 1 วัน!  

ดังนั้นจากสภาพการจ้างงานดังกล่าว การเลี้ยงดูบุตรของผู้ใช้แรงงานในพื้นที่จึงอาจมีด้วยกัน 3 ลักษณะ คือ 1.จ้างเลี้ยงซึ่งค่าใช้จ่ายสูง 2.ส่งลูกไปให้ญาติพี่น้องหรือปู่ย่าตายายในต่างจังหวัดดูแลแทน และ 3.พาปู่ย่าตายายมาเลี้ยงบุตรในพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่ผู้ใช้แรงงานเลือกส่งบุตรไปให้ปู่ย่าตายายในต่างจังหวัดเลี้ยงดูลูกตัวเองมากกว่า เพราะต้องทำงานในโรงงานจึงไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูก โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัยจึงทำให้ความสัมพันธระหว่างพ่อแม่กับลูกจึงค่อนข้างห่างเหิน เพราะไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่ยังเล็ก แม้ผู้ใช้แรงงานจะดูแลเองลูกเองก็อาจประสบปัญหาความอบอุ่น หรือ ความไม่เข้าใจกันในครอบครัวขึ้นได้จากความห่างเหินระหว่างพ่อแม่และลูก ยิ่งสภาพแวดล้อมรอบตัวไม่ดีพอมาเป็นภูมิคุ้มกัน เด็กและเยาวชนย่อมเสี่ยงต่อการเข้าไปข้องแวะกับอบายมุก หรือ หลุดออกจากระบบการศึกษาได้ง่าย 

ขณะเดียวกันผู้ใช้แรงงานทั้งหญิงหรือชายต้องเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจในครอบครัว เนื่องจากต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกตัวเองในต่างจังหวัด, ภาระหนี้สินที่มีอยู่เดิมของพ่อแม่(ปู่ย่าตายาย)ที่อยู่ในต่างจังหวัดที่ผู้ใช้แรงงานอพยพย้ายถิ่นฐานมา เช่น ปัญหาไร้ที่ดินทำกิน , ภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวกับหนี้สินที่ตัวเองก่อขึ้นใหม่ระหว่างทำงานในโรงงาน อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนบ้าน หรือ ค่างวดรถมอเตอร์ไซด์ หรือ รถยนต์ เพื่อใช้เป็นยานพาหนะไปทำงานในโรงงาน เนื่องจากระยะทางไกล และ ต้องกลับดึกจากการทำโอทีเวลาเลิกงานหลัง 22.00 น.   

ตัวอย่างชีวิตผู้ใช้แรงงานหญิงคนหนึ่ง อายุ 34 ปี ทำงานอยู่ในโรงงานแปรรูปอาหารแช่แข็งส่งออกต่างประเทศ เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 19 ปี ทำงานในโรงงานมากว่า 15 ปี จบการศึกษาแค่ระดับ ม. 3 ทำงานซ้ำ ๆ บนสายพานการผลิต ปราศจากทักษะใหม่ หรือ อาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ชีวิตครอบครัวจึงกับดักอยู่กับ เงินเดือนบวกกับโอทีเท่านั้น รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ๆ ละ 16,000 – 20,000 บาท ขึ้นอยู่กับชั่วโมงทำโอทีมากหรือน้อยเพียงใด แต่ต้องเลี้ยงลูกถึง 2 คน คนแรกเกิดจากสามีคนปัจจุบัน ขณะที่ลูกอีกคนเกิดกับสามีเก่าจำต้องส่งลูกไปอยู่กับปู่ย่าเลี้ยงดู เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาชีวิตคู่กับสามีใหม่

ทุก ๆ วัน เธอต้องตื่นตั้งแต่ตี 5  ช่วงกะกลางวัน แต่หากเป็นกะกลางคืน จะต้องไปรอรถโรงงานในเวลา 17.00 น. โดยปกติในแต่ละวันเธอต้อง ยืนทอดไก่ในห้องเย็นที่อุณหภูมิต่ำติดลบกว่าจุดเยือกแข็ง 14 ชั่วโมงต่อวัน ในชุดสูทอนามัยคลุมทั้งตัว ห้ามพูดคุยกันระหว่างยืนทำงาน งานที่เธอทำซึ่งนับว่า งานหนัก เหนื่อยและเครียดมาก ยิ่งในช่วงหน้าเทศกาลสำคัญ ปีใหม่ วันสงกรานต์ หรือ คริสมาสต์ ฯลฯ จะมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศและในประเทศเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องผลิตสินค้าสำรองไว้ในล่วงหน้าจึงแทบไม่ได้หยุดพัก

ผู้ใช้แรงงานหญิงทั้งโรงงาน จึงถูกบังคับให้ทำโอที ทุกวันตั้งแต่วันจันทร์ - เสาร์ วันละ 4 – 5 ชั่วโมงต่อวัน  กว่าจะได้กลับบ้านมาหาครอบครัว ต้องหลังเวลา 22.00 น.ไปแล้ว มีวันหยุดเพียง 1 วัน คือ วันอาทิตย์ เท่านั้น เจ้าของโรงงานอนุญาตให้หยุดพักเพราะต้องปิดโรงงาน เพื่อทำความสะอาดเครื่องมือเครื่องจักรและซ่อมบำรุงสายพานการผลิต นี่คือเหตุผลว่า ทำไม พ่อแม่ผู้ปกครองในกลุ่มผู้ใช้แรงงานภาคอุตสาหกรรม จึงไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ลูกตัวเองจึงทำให้เด็กและเยาวชนในภาคอุตสาหกรรมเสี่ยงหลุดนอกระบบการศึกษา   

ยิ่งสภาพที่อยู่อาศัยอาศัยของผู้ใช้แรงงาน ส่วนใหญ่ไม่มีบ้านเป็นของตัวเองจำเป็นต้องเช่าบ้าน เช่าห้องพัก หรือ อาศัยอยู่ในหอพักโรงงาน ซึ่งมีขนาดเล็ก คับแคบ และปราศจากสถานที่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์สำหรับเด็กและเยาวชน อาทิ สนามเด็กเล่น สนามกีฬา ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ฯลฯ ยิ่งผู้ใช้แรงงานอาศัยอยู่รวมกันในย่านเดียวกันอย่างหนาแน่น ย่อมมีความสุ่มเสี่ยงเกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา อาทิ ปัญหายาเสพติด ปัญหาทะเลาะวิวาท ปัญหาละเมิดสิทธิเด็กสตรี หรือปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศจากปัญหาหย่าร้างและดื่มสุราเป็นต้นเหตุ เช่น พ่อเลี้ยงข่มขืนลูกเลี้ยง หรือ สามีทำร้ายร่างกายภรรยา และ ลูกเพราะติดสุรา

 

อีกปัญหาที่ครอบครัวผู้ใช้แรงงานประสบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั้นคือ ปัญหาสุขภาพ ที่เป็นผลกระทบจากการทำงานที่มีชั่วโมงการทำงานที่สูงเกินไป โรค NCDs (Non-Communicable Diseases) หรือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จึงถามหา  อาทิ โรคปวดตามข้อกระดูก และ โรคเส้นเลือดขอดที่ขา จากการยืนทำงานนานเกินไปโดยไม่ได้หยุดพักเปลี่ยนอิริยาบท ต้นตอภาวะหลอดเลือดขาอุดตัน หรือ โรคนิ้วล็อกจากการใช้นิ้วมือทำงานซ้ำ ๆ นานเกินไป เช่น แกะกุ้ง รีดกุ้ง ชำแหละไก่ ฯลฯ โดยมิได้ออกกำลังกายหรือพักผ่อนอย่างเพียงพอ จึงทำให้ผู้ใช้แรงงานเกิดความเครียดสะสม สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้แรงงานบางรายหันไปพึ่งสารเสพติด เพื่อเยียวยาความเครียด ทำให้รายได้ที่ได้มาอย่างเหน็ดเหนื่อยและยากลำบากต้องสิ้นเปลื้องไปกับสุรา และ บุหรี่ แทนที่จะนำไปเป็นทุนการศึกษาหรือซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย หรือ จัดหาอาหารที่เป็นประโยชน์บำรุงร่างกายและสมองให้กับบุตรของตัวเอง หรือนำไปชำระหนี้สินและเก็บออมไว้ใช้ยามฉุกเฉิน จึงยังตกอยู่ในวังวนไม่หลุดพ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสังคมเสียที 

อาจกล่าวได้ว่าสภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ส่วนใหญ่คล้าย ๆ กัน คือ ติดกับดัก "ค่าจ้าง" จากโรงงานแต่รายได้ที่หามาได้อย่างยากลำบากกลับหมดไปกับภาระหนี้สิน และ รักษาสุขภาพที่เป็นผลพวงจากผลกระทบจากการทำงานหนัก และ "เวลา" อันมีค่ากลับหมดไปกับการทำงานในโรงงานโดยไม่มีเวลาดูแลครอบครัว ทำให้เด็กและเยาวชนจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดจากระบบการศึกษาเพราะขาดความอบอุ่นในครอบครัว จึงกลายเป็นที่มาโครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา โดยเครือข่ายเชิงพื้นที่ :ภาคตะวันออก (จังหวัดปราจีนบรี) โดยการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) 

โครงการฯ มีเป้าหมายการทำงานกับกลุ่มเยาวชนแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี ให้ได้รับการพัฒนาทักษะอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้เผื่อไว้เป็น “อาชีพเสริม” หรือ “อาชีพสำรอง”  ให้ได้รับการจ้างงาน มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว หรือ เกิดแรงบันดาลใจพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นผู้ประกอบการหรือประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงช่วยจุดประกายความคิดไปศึกษาและแสวงหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพที่ได้รับการฝึกอบรมยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นเป็นการเตรียมความพร้อมฝ่าข้ามวิกฤติโควิด-19 ที่อาจจะกลับมาระบาดระลอกใหม่ หรือ ปัจจุบันสถานการณ์ไวรัสโควิด -19 ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจถดถอยในระยะยาวทำให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างพากันลดการจ้างงาน ลดเงินเดือนพนักงาน ลดค่าล่วงเวลา(โอที) ปรับเปลี่ยนการจ้างงานจากแรงงานคนไปสู่การใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Disruptive Technology) ทำให้กลุ่มเยาวชนแรงงานทั้งที่เป็นผู้ใช้แรงงานในโรงงาน หรือ เยาวชนผู้ใช้แรงงานจึงสุ่มเสี่ยงเผชิญปัญหาว่างงานจากสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง

 


Loading...







Loading...

เรื่องน่าสนใจ


Loading...

เรื่องที่คุณอาจสนใจ